แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ health แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ health แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เทคนิคถนอมสายตา

มารักษาสุขภาพตาด้วยเทคนิคต่อไปนี้กันดีกว่า ดวงตาคุณจะได้เปล่งประกายไม่ขุ่นมัวเหมือนคนที่ตาเป็นต้อไงล่ะ


1. พักสายตาจากหน้าจอเป็นระยะ

ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนต้องพักสายตาจากหน้าจอทุกๆ 20 นาที เพื่อที่ตาจะได้ไม่ล้าจนเกินไป แต่ผู้ใช้ที่สายตาสั้นจะต้องเคร่งครัดกับการทำตามนี้มากขึ้นเป็นสองเท่า เพราะการศึกษาเกี่ยวกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่สายตาสั้นของญี่ปุ่นพบว่า ผู้ใช้กลุ่มนี้มีโอกาสสูงกว่าถึง 70 เปอร์เซ็นต์ที่จะแสดงอาการเริ่มต้นของโรคต้อหิน ถ้านั่งจ้องหน้าจอเกินวันละ 4 ชั่วโมง


2. ล้างตาด้วยชาราสป์เบอร์รี

เชื่อ ว่าหลายคนคงเจอปัญหาตาแห้งเพราะจ้องคอมพิวเตอร์นานๆ สเตฟานี ไดรฟ์เวอร์ พนักงานสปา นักธรรมชาติบำบัดอาวุโสที่ Apotheke 20-20 Health & Wellness Clinic ในลอนดอน แนะว่า คุณควรจะล้างตาที่แดงก่ำด้วยผลิตภัณฑ์ธรรมชาติอย่างชาราสป์เบอร์รี เพราะราสป์เบอรรีจะช่วยทำความสะอาดและฟื้นฟูสุขภาพดวงตาของคุณ ยาหยอดตาที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาอย่าง Optrex ก็ช่วยล้างฝุ่นผงออกจากตาได้เช่นกัน


3. เลือกคอนแทคเลนส์ให้เหมาะ

นอก จากจะช่วยให้มองเห็นได้ชัดขึ้นแล้ว คอนแทคเลนส์ของคุณยังอาจเป็นแหล่งเพราะเชื้อแบคทีเรียด้วยนะครับ ข้อเสียอย่างหนึ่งของการไม่ยอมใช้แว่นสายตาก็คือ อาการกระจกตาอักเสบจากการติดเชื้อ "ถ้าคุณชอบนอนโดยไม่ถอดคอนแทคเลนส์ออก ก็เลือกแบบที่ทำจากซิลิโคนไฮโดรเจลดีกว่าครับ" ดร.ฟิลลิป มอร์แกน อาจารย์อาวุโสจากสาขาวิชาทัศนมาตรศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ แนะนำ


4. พักสายตาด้วยการนอนตื่นสาย

"ความดันโลหิตที่พุ่งสูงขึ้นอาจทำให้เกิดรอยฉีกเล็กๆ ในหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงดวงตาได้" มาร์ลา แซกกู นักทัศนมาตรศาสตร์ที่ S Squared Eyecare ในลอนดอน อธิบาย ซึ่งแปลว่าตาคุณจะแดงก่ำเหมือนกับ "ผู้ติดเชื้อ" ในหนังเรื่อง 20 Days Later เลยล่ะ ถ้าอยากให้ความดันโลหิตลดลงและถนอมสายตาไว้ วันจันทร์หน้าคุณต้องออกไปทำงานสายๆ นะครับ เพราะการศึกษาเมื่อ 2005 ที่โตเกียวระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งสูงขึ้นจนเป็นอันตรายก็คือการเดินทางไปทำงานตอนเช้าวันจันทร์นี่แหละ ลองมาสายแล้วกลับเช้าเหมือนเจ้านายคุณสักวัน จะได้ไม่ต้องเครียดกับการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วน


5. ป้องกันโรคตาด้วยการเล่นเวต

การ ฝึกซ้อมไม่ได้ช่วยให้คุณยิงปืนแม่นอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ  นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปีสเตทบอกว่า การฝึกเล่นเวตท่า Bench Press ยังทำให้โอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคตาที่ร้ายแรงลดลงด้วย โดย ผู้เข้าร่วมการศึกษาจำนวน 30 คน ที่ฝึกเวตท่า Leg Press หรือ Bench Press วันละ 3 เซ็ต สามารถลดความดันลูกตาได้ประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์ "ความดันเส้นประสาทตาเลยลดลงด้วยน่ะครับ" โจเซฟ โครมิแอก ผู้เขียนผลการศึกษากล่าว ซึ่ง Bench Press คือท่าที่ได้ผลดีที่สุด

เทคนิคถนอมสายตา รูปที่ 2

Bench Press
 

เทคนิคถนอมสายตา รูปที่ 3

Leg Press

ออกกำลังกายกลางแจ้งแบบไม่ง้ออุปกรณ์

The Warmup

ฝึก ท่าวอร์มอัพทั้งหมดนี้เรียงไปตามลำดับโดยไม่ต้องหยุดพักระหว่างท่า ชุดท่าวอร์มอัพนี้ไม่ได้ช่วยแค่ในเรื่องการไหลเวียนเลือด อบอุ่นกล้ามเนื้อ และเพิ่มความคล่องตัวให้กับคุณเท่านั้น แต่ยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าคุณจะฝึกตามโปรแกรมของเราได้ด้วยสภาพร่างกายที่ พร้อมที่สุดอีกด้วย วอร์มสักหน่อยเพื่อผลลัพธ์ที่เร็วขึ้นเป็นเท่าตัว ผมว่าคงไม่เสียเวลาจนเกินไปหรอกครับ


A: Jog
วิ่งจ็อกกิ้งให้ได้ระยะทางประมาณ 400 หลา วิ่งปล่อยมือตามสบาย ข้อศอกงอ กดไหล่ลง และเหวี่ยงแขนไปมาตามจังหวะ


ออกกำลังกายกลางแจ้งแบบไม่ง้ออุปกรณ์ รูปที่ 1


B: High Knees
วิ่ง ให้ได้ 50 หลา โดยวิ่งยกเข่าขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฝห้คุณออกแรงถีบจากส่วนหนาของฝ่าเท้าและพยายามบังคับไม่ให้หลังของคุณค่อม ตามในขณะที่ยกเข้าขึ้น ปล่อยมือตามสบาย ข้อศอกงอ กดไหล่ลง และเหวี่ยงแขนไปมาตามจังหวะ



ออกกำลังกายกลางแจ้งแบบไม่ง้ออุปกรณ์ รูปที่ 2

C: Power Skips
วิ่ง แบบเขย่งก้าวกระโดดให้ได้ 50 หลา โดยใช้รูปแบบการวิ่งตามนี้: เริ่มจากเขย่งปลายเท้าซ้ายกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องด้วยการยกเข้าขวาขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมเหวี่ยงแขนซ้ายไปด้านหน้าและแขนขวาไปด้านหลัง (ข้อศอกทั้งสองข้างตั้งงอขึ้น) ทุกครั้งที่ตกลงสู่พื้นให้รีบทำซ้ำ โดยเปลี่ยนสลับข้างทั้งขาและการเหวี่ยงแขน



ออกกำลังกายกลางแจ้งแบบไม่ง้ออุปกรณ์ รูปที่ 3

D: Side Shuffle
ยืน ตั้งท่าเตรียมพร้อมดังภาพ เริ่มจากสไลด์ตัวไปทางด้านซ้าย โดยเคลื่อนเท้าไปทีละก้าว เริ่มจากเท้าขวาก่อน เมื่อทำครบ 50 หลาให้เปลี่ยนมาสไลด์ตัวไปทางด้านขวาบ้าง


The Workout

1. เริ่มต้นจากการฝึกท่า Jump Squat 10 ครั้ง ตามด้วยท่า Mountain Climber to Push Up อีก 10 ครั้ง ฝึกครบ 2 ท่า นับเป็น 1 เซ็ต หยุดพักได้นานเท่าที่จำเป็น แต่ขอให้เน้นการพักที่สั้นกระชับเข้าไว้ เมื่อฝึกจนครบ 4 เซ็ตแล้วให้หยุดพักนาน 90 วินาที ก่อนฝึกในฐานต่อไป



ออกกำลังกายกลางแจ้งแบบไม่ง้ออุปกรณ์ รูปที่ 4
 
Jump Squat
ยืน เว้นระยะห่างปลายเท้าให้เท่าความกว้างช่วงไหล่ ประสานมือไว้ที่ระดับอก เริ่มฝึกด้วยการดันสะโพกไปด้านหลัง ย่อเข่าและลดตัวลงจนต้นขาของคุณทำแนวขนานไปกับพื้น จากนั้นให้คุณรีบออกแรงถีบตัวกระโดดขึ้นในแนวดิ่งให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำ ได้ เมื่อตกลงสู่พื้นแล้วให้รีบย่อตัวลง ฝึกซ้ำอย่างต่อเนื่อง กระโดดหนึ่งครั้ง นับเป็น 1 ครั้งในการฝึก



ออกกำลังกายกลางแจ้งแบบไม่ง้ออุปกรณ์ รูปที่ 5

Mountain Climber to Push-Up
ตั้ง ท่าเริ่มต้นวิดพื้น แขนทั้งสองข้างเหยียดสุด ตั้งแนวลำตัวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าให้ตรง ที่สำคัญคือแนวหลังส่วนล่างของคุณจะต้องนิ่งและอยู่ในท่าเดิมตลอดการฝึก เริ่มฝึกด้วยการยกเท้าขวาขึ้นเพื่อเลื่อนเข่าขวาเข้าหาช่วงอก เสร็จแล้วย้อนกลับสู่ท่าเริ่มต้นก่อนฝึกซ้ำโดยเปลี่ยนสลับข้าง ช่วงยกขานั้นเราเรียกว่าท่านักไต่เขา คราวนี้ตามต่อด้วยช่วงหลังของท่ากับการฝึกท่าวิดพื้น 1 ครั้ง ทั้งหมดนับเป็น 1 ครั้ง


2. ฝึกท่า Shuffle Sprints 1 เซ็ต เสร็จแล้วพักนาน 90 วินาที ก่อนฝึกในฐานถัดไป

Shuttle Sprints
หา พื้นที่โล่งๆ บนสนามหญ้าหรือลู่วิ่งพื้นยาง แล้วตั้งจุดมาร์คให้อยู่ห่างกันประมาณ 10 หลา จากนั้นให้คุณวิ่งสปรินต์กลับไปกลับมาให้ครบ 10 รอบ


3. ฝึกท่า Body-weight Reverse Lunge ให้ได้ครบข้างละ 10 ครั้ง แล้วตามด้วยท่า Squat Thrusts อีก 10 ครั้ง ฝึกครบ 2 ท่านับเป็น 1 เซ็ต หยุดพักได้นานเท่าที่จำเป็น แต่ขอให้เน้นการพักที่สั้นกระชับเข้าไว้ เมื่อฝึกจนครบ 4 เซ็ตแล้วหยุดพัก 90 วินาที ก่อนฝึกในฐานที่ 4



ออกกำลังกายกลางแจ้งแบบไม่ง้ออุปกรณ์ รูปที่ 6

Body-weight Reverse Lunge
ยืน ตัวตรงและเว้นระยะห่างปลายเท้าให้เท่าความกว้างช่วงสะโพก เกร็งแนวลำตัวให้ตั้งตรงเข้าไว้ เริ่มฝึกด้วยการก้าวเท้าซ้ายกลับไปด้านหลัง ย่อตัวลงจนเข้าด้านหน้าตั้งทำมุม 90 องศา และเข่าด้านหลังเลื่อนลงจนเกือบจะแตะพื้น ดันตัวกลับขึ้นสู่ท่าเริ่มต้นแล้วฝึกซ้ำให้ครบ 10 ครั้ง ก่อนเปลี่ยนสลับมาเป็นก้าวเท้าขวาไปด้านหลังบ้าง



ออกกำลังกายกลางแจ้งแบบไม่ง้ออุปกรณ์ รูปที่ 7

Squat Thrusts
ยืน เว้นระยะห่างปลายเท้าให้เท่าความกว้างช่วงไหล่ เริ่มฝึกด้วยการงอสะโพกและย่อเข่าเพื่อลดตัวลงจนคุณสามารถเอามือแตะพื้นได้ จากนั้นถีบเท้าทั้งสองข้างไปด้านหลังให้ตัวคุณอยู่ในท่าเริ่มต้นวิดพื้น และถีบขาทั้งสองข้างกลับมาสู่ท่าย่อตัวแล้วรีบดันตัวกลับขึ้นยืน ทั้งหมดนับเป็น 1 ครั้ง


4. จบโปรแกรมด้วยการทำ Shuttle Sprints อีก 1 เซ็ต

การปลูกผม (Hair Transplantation) [HAIR]

การปลูกผม (Hair Transplantation) เป็นการผ่าตัดย้ายเซลล์รากผมจากบริเวณที่คาดว่าผมแข็งแรงไม่มีแนวโน้มจะหลุด ร่วง ซึ่งมักจะเป็นบริเวณท้ายทอยมาปลูกยังตำแหน่งที่ต้องการ เช่น บริเวณที่ศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์ (male pattern alopecia; androgenic alopecia) ศีรษะล้านจากอุบัติเหตุหรือไฟไหม้ (traumatic or burn scar alopecia) หรือการปลูกหนวด คิ้ว เครา เป็นต้น

การปลูกผม (Hair Transplantation) รูปที่ 1
 
การปลูกผมสามารถทำได้ โดยการใช้ยาชาเฉพาะที่ ใช้เวลาในการผ่าตัดประมาณ 3-6 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับจำนวนเส้นผมที่ต้องการปลูก กลุ่มเซลล์ที่นำมาปลูกจะมีเส้นผม 1-4 เส้นโดยจะทำการปลูกครั้งละกลุ่ม ซึ่งจะทำให้แลดูเป็นธรรมชาติเนื่องจากการผ่าตัดในลักษณะนี้ผมจะมีการกระจาย ตัวที่เหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณไรผมด้านหน้า ในคนที่มีศีรษะล้านมากอาจต้องทำการปลูกครั้งละ 1500-2000 เส้น 2-3 ครั้งโดยแต่ละครั้งห่างกัน 8-12 เดือนเพื่อรอให้ผมที่ปลูกใหม่ขึ้นมาก่อน ทั้งนี้ยังขึ้นกับปริมาณผมที่เหลืออยู่ด้วยว่าเพียงพอที่จะนำมาทำการปลูก เพิ่มหรือไม่

ก่อนการผ่าตัดควรงด สูบบุหรี่และหยุดยาที่ทำให้เลือด หยุดยาก เช่น แอสไพริน สองสัปดาห์ก่อนผ่าตัดเพื่อป้องกันปัญหาเลือดออกมากระหว่างการผ่าตัด


การปลูกผม (Hair Transplantation) รูปที่ 2
 

การผ่าตัด

แพทย์ จะทำการฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณท้ายทอย เพื่อนำเอาผมจากบริเวณนี้แล้วเย็บแผลปิดก่อนนำมาทำการแบ่งเป็นกลุ่มๆ เพื่อเตรียมการปลูก จากนั้นจะฉีดยาชาตรงตำแหน่งที่จะทำการปลูกอีกครั้ง ในวันรุ่งขึ้นหลังการผ่าตัดสามารถล้างทำความสะอาดศีรษะด้วยตนเองได้

ผม ที่ได้รับการปลูกใหม่จะยาวขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะหลุดร่วงออกไปหมดภายในสาม เดือน หลังจากนั้นผมใหม่ก็จะงอกออกมา โดยปกติผมของคนเราจะยาววันละ 0.35 มิลลิเมตรหรือเดือนละ 1 เซ็นติเมตร ดังนั้นกว่าที่เราจะเห็นผมใหม่งอกออกมายาวพอสมควรก็จะกินเวลาประมาณ 6-8 เดือน หลังจากการผ่าตัด


ภาวะแทรกซ้อน

1. การติดเชื้อ
2. เลือดออกจากแผลผ่าตัด
3. ซีสต์จากการที่เส้นผมไม่งอกออกมาภายนอก

ท่าบริหารกล้ามท้อง ส่วนเอว

ท่าบริหารกล้ามท้อง ส่วนเอว รูปที่ 1
              เริ่มต้นด้วยการยืนให้เท้าห่างกันเท่ากับความกว้างของหัวไหล่ ถือลูกบอลแบบ Medicine - Ball ไว้ที่บริเวณหน้าท้อง ให้คู่ฝึกยืนห่างออกไปประมาณ 6 - 8 ฟุต ทางด้านหน้า จากนั้นให้คุณเอียงตัวไปด้านซ้าย ตามภาพจังหวะที่ 1 แล้วส่งบอลไปที่คู่ฝึกตามภาพจังหวะที่ 2 โดยให้มีความรู้สึกว่า ใช้แรงส่งจากกล้ามเอวของคุณ  จากนั้นก็ให้คุณยืนค้างอยู่ดังภาพจังหวะที่ 2 (ผู้ชาย) ก่อน แล้วให้คู่ฝึก โยนลูกบอลกลับมา ซึ่งคุณจะต้องเอียงตัวรับให้ได้เหมือนภาพในจังหวะแรก

              ให้ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกล้าที่เอวมากแล้ว จึงเปลี่ยนมาทำอีกด้านหนึ่ง

              เคล็ดลับ : ถ้าต้องการเพิ่มแรงต้านทาน ให้ใช้ลูกบอลที่หนักขึ้น หรือไม่ก็ให้คู่ฝึก โยนบอลให้คุณแรงขึ้นกว่าเดิม

ถั่วลิสงกับอัลมอนด์ อะไรให้พลังงานและสร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่ากัน ?? [สารอาหาร]

งานนี้คู่ท้าชิงตำแหน่งเจ้าแห่งอาหารเสริมสร้างกล้ามงามๆ ของเราคือ ถั่วลิสงกับอัลมอนด์ ไปดูกันว่าผลสุดท้ายใครจะถูกอัดคว่ำและใครจะคว้าแชมป์ไปครอง

ถั่วลิสงกับอัลมอนด์ อะไรให้พลังงานและสร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่ากัน ?? รูปที่ 1 ถั่วลิสงกับอัลมอนด์ อะไรให้พลังงานและสร้างกล้ามเนื้อได้ดีกว่ากัน ?? รูปที่ 2


พลังงาน
ระดับพลังงานถือว่าสูสีชนิดหายใจรดต้นคอระหว่างถั่วลิสง 100 กรัม ที่ให้ 567 แคลอรี กับอัลมอนด์ขนาดเดียวกันที่ให้พลังงาน 575 ต่างกันแค่ 8 แคลอรี ถ้าคุณกินถั่วลิสงเพิ่มไปสัก 2 เม็ด ก็จะได้แคลอรีเท่ากันแล้ว
แคลอรีของอัลมอนด์แซงไปแบบเฉียดฉิว แต่อัลมอนด์ 100 กรัม ให้วิตามินบีแค่ 16 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน ในขณะที่ถั่วลิสงให้ตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ วิตามินพวกนี้จะดึงพลังงานจากอาหาร ทำให้สมองคุณแล่นและตื่นตัวตลอดวัน


กล้ามเนื้อ

ถึงจะมีชื่อเป็นถั่ว แต่ที่จริงถั่วลิสงเป็นเมล็ดพืชต่างหาก ถั่วลิสงหนึ่งกำมือให้โปรตีนเสริมสร้างกล้ามเนื้อ 26 กรัม ส่วนอัลมอนด์ให้โปรตีน 21 กรัม ไม่บอกก็รู้ว่ากล้ามคุณจะพิศวาสอะไรมากกว่ากัน
อัลมอนด์มีแมกนีเซียมมาก แค่หนึ่งกำมือก็ให้ถึง 87 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน ซึ่งช่วยให้ร่างกายดูดซึมออกซิเจนได้มากขึ้น กล้ามเนื้อจึงทำงานได้เต็มที่มากขึ้น ผลวิจัยในวารสาร Endocrinology Metabolism Clinics of North America บอกว่าอย่างนั้น


การฟื้นฟูร่างกาย

ถั่ว ลิสง 100 กรัม มีไขมันไม่อิ่มตัว 40 กรัม ส่วนอัลมอนด์มี 42 กรัม "ไขมันชนิดนี้ ดีต่อสุขภาพและจำเป็นต้องใช้รักษาฮอร์โมนที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อให้มีระดับ สูงเข้าไว้" นักโภชนาการด้านกีฬา แมตต์ โลเวลล์ กล่าว อัลมอนด์ 100 กรัม มีโอเมกา-3  ที่ช่วยต้านอาการอักเสบอยู่ 6 กรัม ส่วนถั่วลิสงมีแค่ครึ่งเดียว มิน่าล่ะอัลมอนด์ถึงแพงกว่าลิบลิ่ว

อัลมอนด์ หนึ่งกำใหญ่ๆ ให้วิตามินอี 121 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน ในขณะที่ถั่วให้มาแค่เกือบครึ่งคือ 42 เปอร์เซ็นต์ ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์พบว่า อัลมอนด์ปริมาณเท่านี้ช่วยลดอาการอักเสบหลังเวิร์กเอาต์ได้ดีเยี่ยม งั้นก็เมินยาแก้ปวดแล้วหันมากินอัลมอนด์แทนหลังเวิร์กเอาต์หนักๆ ดีกว่า

สรุป คือ ถ้าต้องการพลังงานและเสริมสร้างกล้ามเนื้อล่ะก็ ถั่วลิสงตอบโจทย์ได้ตรงกว่าอัลมอนด์แน่นอน แต่ถึงอย่างไร อัลมอนด์ก็มีสารอาหารอื่นๆ ที่น่าทึ่งอยู่เหมือนกัน ซึ่งจะเลือกทานอะไรนั้น

วิธีเลือกรองเท้ากีฬาให้เหมาะกับสภาพเท้า [รองเท้า]

นพ. วิเชียร จิระบุญศรี ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเท้า กล่าวว่า เท้าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก แต่คนเรามักละเลยในการดูแลเท้า เราจะเริ่มเห็นความสำคัญของเท้าก็ต่อเมื่ออาการบาดเจ็บ ฉะนั้นการเลือกซื้อรองเท้ากีฬานั้นควรมองรองเท้ากีฬาให้เป็นเหมือน 'อุปกรณ์กีฬาชนิดหนึ่ง' การเลือกรองเท้าผิดประเภทก็จะทำให้การเล่นกีฬาชนิดนั้นๆ ทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และในบางกรณีที่ร้ายแรงอาจถึงขั้นทำให้หมดอนาคตในการเล่นกีฬาไปเลยก็ได้

รองเท้ากีฬา วิธีเลือกรองเท้ากีฬาให้เหมาะกับสภาพเท้า รูปที่ 1

ในทางการแพทย์เราสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท โดยดูจากการที่เมื่อเราลงน้ำหนักตัวไปที่ฝ่าเท้าแล้ว เท้าของเรามีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง นั่นคือ
  • The Pornator Type (Flat Foot, Low Arch Foot) เป็นลักษณะของเท้าที่มีวงโค้งตรงกลางฝ่าเท้าค่อนข้างน้อย อุ้งเท้าแบนราบติดกับพื้นดินหรือคนที่มีฝ่าเท้าแบน
  • The Supinator Type (High Arch Foot) ก็คือตรงข้ามกัน กล่าวคือเมื่อกดน้ำหนักลงบนพื้น ด้านนิ้วก้อยจะมีพื้นที่สัมผัสกับพื้นมากกว่าปกติ เนื่องจากอุ้งเท้าโค้งขึ้นไปเยอะ ทำให้ส่วนสัมผัสที่รับน้ำหนักจะมีแค่ส่วนหน้ากับส่วนหลัง (ส้นเท้า) เท่านั้น ทำให้ส่วนที่จะมารองรับน้ำหนักมีน้อยลง
  • The Neutral Type เป็นลักษณะเท้าของคนทั่วๆ ไปที่ีมักจะเป็นกันคืออยู่ระหว่างกลางของทั่ง 2 อย่าง



รองเท้ากีฬา วิธีเลือกรองเท้ากีฬาให้เหมาะกับสภาพเท้า รูปที่ 2
ซ้าย: The Pornator Type, กลาง: The Neutral Type, ขวา: The Supinator Type


วิธีทดสอบว่าเรามีเื้ท้าประเภทไหน
ให้เอาเท้าเหยียบน้ำ แล้วไปเหยียบลงบนกระดาษ แล้วสังเกตรอยเท้าที่ปรากฏ ถ้ารอยเท้าที่ปรากฏมีเต็มรูปฝ่าเท้าเลย ก็จัดว่าอยู่ในพวก Low Arch Type แต่ถ้ามีส่วนเว้าปรากฏขึ้นมาน้อย หรือว่าบางคนอาจจะเห็นเป็นเส้นขีดเล็กๆ แบบนี้ก็จัดว่าอยู่ในประเภท High Arch Foot หรืออาจจะไปตามร้านขายรองเท้าต่างๆ จะมีแผ่นวัดเท้าที่เรียกว่า Foot Disc ให้ลองวัด เพื่อจะได้เลือกซื้อรองเท้าให้เหมาะสมกับประเภทเท้าของแต่ละคน

การบ้านใหม่ของคนไข้โรคข้อเสื่อม ประเด็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ของผู้สูงวัย

ผู้สูงอายุ

…….ประเด็น ทอล์คออฟเดอะทาวน์ ของเหล่าข้าราชการผู้สูงวัยและบรรดาลูกหลาน ไม่มีอะไรฮอตฮิตไปกว่า เรื่องยารักษาโรคข้อเสื่อม เพราะจู่ๆ ก็เหมือนโดนฟ้าผ่า เพราะถูกฟันฉับออกจากบัญชีรายชื่อยาที่ข้าราชการเบิกจ่ายได้
…….สาเหตุของการงดจ่ายยาโรคปวดข้อ สืบ เนื่องมาจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 23 มีนาคม แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการจัดทำมาตรการ กำกับดูแลการใช้ยาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า โดยเฉพาะการใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ  ที่พบว่าสถานพยาบาลหลายแห่งมีสัดส่วนใช้ยานอกบัญชีฯ ร้อยละ 60-70% โดยเฉพาะยาโรคไขข้อและกระดูกซึ่งมีราคาค่อนข้างแพง (ThaiPR.net วันพฤหัสที่ 30 ธันวาคม 2552)

……..คณะทำงานฯ ได้สรุปว่ายาในกลุ่ม SYSADOA (กลู โคซามีน คอนดรอยดินซัลเฟส และไดอะเซอเรน) ทุกรูปแบบ และกลุ่มยาที่ฉีดเข้าข้อ (ไฮยาลูโรแนนและอนุพันธ์) ไม่มีประสิทธิ ภาพชัดเจนในการรักษา การใช้ยากลุ่มนี้อาจไม่เกิดประโยชน์และไม่คุ้มค่ากับราคาที่จ่าย ซึ่งส่วนมากเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ดังนั้นจึงมีหนังสือสั่งให้กลุ่มยาเหล่านี้เป็นรายการที่ห้ามเบิกจ่ายจาก ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554

…….ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยาบรรเทาอาการปวดข้อ กลุ่ม SYSADOA ซึ่งค้านกับข้อมูลอีกด้าน ที่เป็นการศึกษาของ Prof. Reginster ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ปี 2001 แสดงให้เห็นว่าการรับประทานกลูโคซามีน ซัลเฟต 1500 มก. นานต่อเนื่อง 3 ปี มีผลทำให้ข้อเสื่อมช้าลง จากการดูผล X-ray ที่ช่องว่างของข้อ และผลข้างเคียงของผู้ป่วยที่ใช้กลูโคซามีน ซัลเฟต ไม่ได้แตกต่างจากกลุ่มผู้ป่วยที่ได้ยาหลอก Prof. Reginster ยังให้ความคิดเห็นอีกว่า    ผลการศึกษานี้เป็นการใช้กลูโคซามีน ซัลเฟต ที่เป็นยา  ไม่สามารถนำผลการรักษานี้ไปอ้างอิงกลูโคซามีนตัวอื่นได้

…….และ อีกข้อมูลจากการรีวิวการศึกษาของกลูโคซามีน ที่รายงานใน Cochrane library ในปี 2005 ผู้วิจัยได้ทำการรีวิวข้อมูลการศึกษาทั้งหมดของกลูโคซามีนตั้งแต่ในอดีต จนถึงปี 2005 ผู้ทำการวิจัยสรุปว่า กลูโคซามีนให้ผลดีในการรักษาอาการข้อเสื่อม และกลูโคซามีนของผู้ผลิตยาแต่ละรายให้ผลการรักษาดีไม่เหมือนกัน บางรายไม่ให้ผลทางการรักษาเลย

…….แต่ ข้อมูลที่ชี้ชัดสุด คือ ผลการวิจัยจาก The Joint Area Prescribing Committee (JAPC) ในปี 2010 ซึ่งระบุว่า สารกลูโคซามีน ซัลเฟต ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลในการรักษาเข่า เป็นสารชนิดเดียวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัท Rotta ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทที่ได้รับใบอนุญาต และเป็นยาเพียงตัวเดียวที่มีผลการศึกษายืนยันประสิทธิภาพการรักษาทั้งด้าน การบรรเทาอาการและชะลอความเสื่อมของข้อเข่า จึงมีความปลอดภัยในระยะยาว แม้จะมีราคาแพงกว่าก็ตาม ผู้วิจัยยังระบุว่าไม่ควรใช้กลูโคซามีนที่ไม่ใช่ลิขสิทธิ์และไม่มีใบอนุญาต เนื่องจากไม่มีผลการวิจัยรับรองและไม่สามารถยืนยันผลการรักษาหรือผลข้าง เคียงได้

…….ใน เมื่อมีข้อมูลสนับสนุนในผลการรักษาที่เชื่อถือได้ของกลูโคซามีน จากข้อมูลล่าสุดนี้ ทำให้สงสัยไม่น้อยว่า ที่รัฐตัดกลูโคซามีนออกจากบัญชีรายชื่อยา เพราะไม่ได้ผลตามที่กล่าวอ้างหรือมีเหตุผลอื่นกันแน่ โดยเฉพาะกระแสก่อนหน้านี้ ที่ นพ.พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยตัวเลขการเบิกจ่ายยาของข้าราชการไทยพุ่งไปที่  7 หมื่นล้าน/ปี และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เฉลี่ยปีละเกือบ15-20% สาเหตุที่ค่าใช้จ่ายในระบบสวัสดิการข้าราชการสูงขึ้น เพราะจ่ายตามที่เบิกจริงและไม่มีมาตรการควบคุม ยาหลายชนิดเป็นยานอกบัญชีกลางซึ่งมีราคาแพง หากไม่มีการควบคุมคาดว่าปีงบประมาณ 2553  การเบิกจ่ายน่าจะพุ่งไปหลักแสนล้าน !

…….ข้อมูล เหล่านี้ทำให้เกิดคำถามคาใจว่า หรือแท้ที่จริงแล้วเหตุผลที่รัฐตัดรายชื่อกลูโคซามีนออกไปเพียงเพราะต้องการ ควบคุมงบประมาณเพียงอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพการรักษาใช่หรือไม่ ถ้าเป็นอย่างที่วิเคราะห์  เชื่อว่าอีกไม่นานน่าจะมีรายชื่อยาที่ถูกตัดสิทธิ์เบิกจ่าย ทยอยประกาศตามมาอีก

…….ประเด็นร้อนๆ ทำให้คณะรัฐบาลต้องหันมาทบทวน ล่าสุดนายจุรินทร์ ลัก ษณวิศิษฏ์ รมว.สธ. ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมการแพทย์ ศึกษาข้อมูลทางวิชาการในยากลุ่มรักษาข้อเสื่อม เพื่อดูว่ายาตัวไหนต้องทบทวน หรือต้องแก้ไขสรรพคุณ และส่งเรื่องให้ อย. พิจารณา คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 2 สัปดาห์…ข้าราชการเหมือนได้รับข่าวดี สุดท้ายอาจพลิกผันไปอีกสุดจะคาดเดา แต่โรคข้อเสื่อมรอไม่ได้ ทางที่ดีควรศึกษาตัวยาที่คุณวางใจตั้งแต่เนิ่นๆ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

เรื่องจริงที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับผิวของคุณผู้ชาย

ผู้ชายบางคนอาจคิดว่าการมีบุคลิกโดดเด่นสะดุดตา หรือเป็นคนที่มีจิตใจงดงามจากภายใน สามารถเพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวเองได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจทำให้คุณดูเท่ในสายตาสาวๆ แต่แท้จริงแล้วชายหนุ่มที่มีทั้งรูปร่างหน้าตาดีและคุณสมบัติที่กล่าวมาข้าง ต้น กลับดึงดูดใจเพศตรงข้ามได้มากกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ!!

เรื่องจริงที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับผิวของคุณผู้ชาย รูปที่ 1

จากผลการศึกษาได้เปิดเผยถึงข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้ชายที่มีการดูแล ตัวเองให้มีรูปลักษณ์ที่ดูดีขึ้น  ทั้งหน้าตาและรูปร่าง  พบว่า เขาเหล่านี้ :
•    ได้รับการดูแล เอาใจใส่จากบุคคลอื่นเพิ่มขึ้น
•    ดูฉลาด มีสติปัญญาและความสามารถ
•    ได้รับความอ่อนโยนจากคนรอบข้าง
•    สามารถเข้าสังคมและควบคุมอารมณ์ได้มากขึ้น
•    เพิ่มความมั่นใจและนับถือตนเอง
•    มีความสุขกับการออกเดทกับเพศตรงข้าม
•    เปิดเผยตัวเองและมีการโต้ตอบระหว่างการสนทนาที่ดี
•    กล้าที่จะอยู่ต่อหน้ากลางสาธารณชน
•    มีสถานะที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มเพื่อน
•    มีการตัดสินใจที่ดีขึ้น
ดังนั้นการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองและดูแลรูปร่างหน้าตาให้ดูดี อาจต้องมีการลงทุนลงแรงกันบ้างเพื่อเพิ่มเสน่ห์ของคุณหนุ่มๆ ให้ดูน่าหลงใหลเอาชนะใจสาว ๆ ได้มากขึ้น รวมทั้งยังส่งผลดีกับการดำเนินชีวิตและการทำงานอีกด้วย

ในปัจจุบัน จึงเห็นได้ว่า ไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้นที่สนใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเอง เพราะรูปร่างหน้าตาก็นับเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาบุคลิกภาพและมีผลกระทบในการ ดำเนินชีวิตของผู้ชายเช่นเดียวกัน ดังนั้นการดูแลรูปลักษณ์จึงกลายเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ผู้ชายในปัจจุบัน ควรหันมาใส่ใจดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ


ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณของผู้ชาย สำคัญอย่างไร?

ทุก วันนี้การทำศัลยกรรมปรับแต่งรูปหน้าให้เรียวเล็ก หรือเสริมจมูกเป็นคมสันไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป แต่การเติมความหล่อ เสริมความเท่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่าย ไม่เจ็บตัวและรวดเร็วกว่า เพียงแค่ใส่ใจและดูแลผิวพรรณของคุณให้มีสุขภาพดีอย่างสม่ำเสมอ

ปกติ คนทั่วไปมักใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและสารบำรุง ให้กับผิว เพื่อให้ผิวพรรณบนใบหน้าดูสุขภาพดี กระจ่างใสและดูอ่อนกว่าวัย ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาจึงมีการศึกษาค้นคว้าอย่างยาวนานเพื่อพัฒนาที่สุด ของเทคโนโลยีแห่งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวโดยเฉพาะนวัตกรรมเพื่อผิวพรรณของผู้หญิง ซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นว่า แล้วผู้ชายควรมีวิธีดูแลผิวหน้าตัวเองด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของแฟนสาว หรือภรรยา เสมือนเป็นของตนเองหรือไม่??

คำตอบคือ ไม่! เพราะถึงแม้ว่าผิวหน้าของผู้หญิงและผู้ชายจะคล้ายกัน แต่ในความคล้ายกันนั้นก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่ซึ่งทำให้ควรมีการดูแลผิว หน้าที่แตกต่างกัน


เผยสิ่งที่ซ้อนเร้นเกี่ยวกับผิวของผู้ชาย*

1.    ผู้ชายมีผิวที่หนากว่า

ผิว หนังของคนเราประกอบไปด้วยชั้นผิวหนัง 3 ชั้น ได้แก่ ผิวหนังชั้นนอก ชั้นหนังแท้ และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง จากการศึกษาพบว่าผู้ชายจะมีชั้นผิวที่หนากว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวหนังชั้นนอกและชั้นหนังแท้ ที่หนากว่าชั้นผิวของผู้หญิงถึง 20 เปอร์เซนต์ ที่สำคัญผิวหนังของผู้ชายจะมีคอลลาเจนในเซลล์ผิวมากกว่าผิวหนังของผู้หญิง ซึ่งคอลลาเจนเป็นตัวการสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างให้ผิวหนังยืดหยุ่น กระชับและดูอ่อนเยาว์ แต่ในชีวิตประจำวันของผู้ชายกลับต้องเผชิญความท้าทายและการทำร้ายผิวมากกว่า ผู้หญิง ทั้งแสงแดด มลภาวะ ประกอบกับขาดการดูแลผิวอย่างถูกวิธี ทำให้ผิวดูอ่อนล้า หยาบกร้านได้ง่าย

2.    ผิวหน้าของผู้ชายมีความมันส่วนเกินมากกว่า
ผิว หน้าของผู้ชายทั่วไปมักมีการขับเหงื่อและน้ำมันออกมามากกว่าผิวหน้าของ ผู้หญิง ซึ่งคราบเหงื่อไคลและความมันส่วนเกินดังกล่าวกลับกลายเป็นสาเหตุที่อาจก่อ ให้เกิดสิวได้มากกว่า และ หากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกวิธี อาจทำให้ผิวหน้าดูมัน มีรอยหมองคล้ำต่าง ๆ ดูเสียบุคลิกภาพ และหมดความมั่นใจได้


3.    ผู้ชายมักมีผิวหน้าที่ดูหยาบกร้าน
สิ่ง ที่ทำให้ผิวหน้าของคุณผู้ชายแห้งกร้าน ไม่เนียนเรียบเกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งผลการศึกษาพบว่าผิวหน้าผู้ชายโดยปกติจะมีรูขุมขนกว้าง และมีปัญหาสิวกวนใจมากกว่าผู้หญิง นอกจากนี้ยังมีอีกปัจจัยหนึ่ง คือการโกนหนวดเป็นประจำซึ่งอาจส่งผลให้เกราะปกป้องผิวอ่อนแอ และเกิดการปรับตัว  ทำให้ผิวดูหยาบ ไม่นุ่มนวลน่าสัมผัส

4.    ผิวหน้าดูอ่อนล้า และสีผิวไม่สม่ำเสมอ
ผิว หน้าของผู้ชายที่แห้งและดูหมองคล้ำ แสดงให้เห็นถึงความต้องการฟื้นบำรุงผิวให้มีความชุ่มชื้นและกระจ่างใส แต่ในขณะเดียวกันผิวหน้าของผู้ชายกลับมีความมันส่วนเกินที่มากกว่าผู้หญิง  และเนื่องจากผู้ชายมีไลฟ์สไตล์ที่ออกแดดมากกว่า จึงมีโอกาสที่จะเกิดจุดด่างดำจากแสงแดดได้ง่ายกว่า  ซึ่งนำไปสู่ผิวหมองคล้ำ แห้งกร้าน และมีสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ

*อ้าง อิงจากการศึกษาในผู้ชายชาวตะวันตก (Caucasian) และชาวเกาหลี จาก Gender linked difference in human skin, J.of Dermatological Science 55 (2009) 144-149 และจาก Age related mechanical properties of human skin: an in-vivo study, J.Invest.Dermatol,93 353-7 (1989).



ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบบไหนจึงเหมาะกับผู้ชาย?


คุณ ผู้ชายควรเริ่มต้นลงทุนดูแลผิวพรรณตั้งแต่อายุยังน้อยและปฏิบัติเป็นประจำ เพื่อให้ผิวดูเนียนใสตลอดเวลา เป็นหนึ่งในการดูแลตัวเองแบบครบสูตร และป้องกันปัญหาผิวหน้าที่ไม่พึงประสงค์

เคล็ดลับการดูแลผิวหน้าสำหรับผู้ชาย

จาก ข้อมูลเบื้องต้นที่ว่าผิวของผู้ชายมีความหนาและแห้งกร้าน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือการดูแลผิวโดยเน้นที่การคงความสมดุล นุ่มนวลน่าสัมผัส และดูชุ่มชื้น มีชีวิตชีวา คำแนะนำเพื่อผลลัพธ์ที่ทรงประสิทธิภาพในการดูแลผิว คุณผู้ชายควรปรนนิบัติผิวหน้าตัวเองดังนี้
1.    ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์ที่อ่อนโยนต่อผิว: การทำความสะอาดผิวด้วยคลีนเซอร์ที่อ่อนโยนช่วยคงความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ดี กว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการล้างหน้าด้วยสบู่ธรรมดา เพราะสบู่มีโอกาสระคายเคืองจากความเป็นด่างมากกว่า ซึ่งยังส่งผลให้ผิวแห้งอีกด้วย
2.    ควรใช้ผลิตภัณฑ์หล่อลื่นสำหรับโกนหนวด: องค์ประกอบสำคัญที่ สุดในการโกนหนวดได้ตามต้องการ คือการเตรียมผิวและหนวดเคราด้วยสารหล่อลื่นที่มีประสิทธิภาพหรือเจลที่ใช้ สำหรับการโกนหนวดโดยเฉพาะ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้โกนหนวดได้ง่ายและเรียบขึ้นแล้ว ยังช่วยหล่อลื่นเพื่อป้องกันผิวชั้นนอกจากการถูกคมมีดบาดให้น้อยที่สุดและ ยังคงความชุ่มชื้นให้กับผิวอย่างต่อเนื่อง
3.    เติมเต็มความชุ่มชื้นผิวด้วยหลังโกนหนวดด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีประสิทธิภาพ: ขั้นตอนสุดท้ายของกิจวัตรการดูแลตัวเองคือการบำรุงผิวให้คงความชุ่มชื้น อย่างมีประสิทธิภาพด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ และเนื่องจากกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าสำหรับผู้ชายที่ครองตลาดในปัจจุบัน มีให้เลือกอย่างหลากหลายมากขึ้น ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของการดูแลผิวแบบครบสูตร จึงควรเลือกใช้ไลน์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับคุณผู้ชายที่มีครบทุกขั้นตอน ทั้ง ครีม บาล์ม เจล และซีรั่ม เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ นอกจากนี้ความที่ผู้ชายทั่วไปมีผิวที่มันมากกว่าผู้หญิง จึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ไม่อุดตันรูนขุมขนซึ่งอาจเป็นสาเหตุของ สิวอุดตันและสิวเสี้ยน
4.    เน้นบำรุงผิวรอบดวงตา: เนื่องจากผิวบริเวณรอบดวงตามีความ อ่อนโยนและค่อนข้างบอบบางกว่าผิวบริเวณอื่นบนใบหน้า ดังนั้น ริ้วรอยและความหมองคล้ำจึงอาจปรากฏได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น ๆ  ดังนั้นการบำรุงผิวรอบดวงตาด้วยครีมที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มี ประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มความกระจ่างใสและช่วยให้ริ้วรอยรอบดวงตาลดเลือนลง
5.    มองหาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ช่วยคงความชุ่มชื้นอย่างมีประสิทธิภาพ: ผิวของผู้ชายอาจจะอ่อนแอได้จากการถูกรบกวนด้วยการโกนหนวดเป็นประจำ บางครั้งอาจทำให้เกิดการอับเสบ ผิวไม่เรียบเนียน นอกจากนี้ยังมีผิวที่มัน  ดังนั้นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมสำคัญอย่าง ไนอาซินเอไมด์ (Niacin amide) ที่เป็นตัวกลางสำคัญในกระบวนการฟื้นบำรุงผิวในขั้นตอนเดียว จะช่วยจัดการปัญหาผิวที่คุณกังวลและช่วยเติมเต็มและกักเก็บความชุ่มชื้นได้ อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยลดเลือนจุดด่างดำ พร้อมสารแอนตี้อ๊อกซิเดนซ์อย่างวิตามินซีและอี ซึ่งจะช่วยเสริมการฟื้นบำรุงผิวได้ดีขึ้น จึงแนะนำให้คุณใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ชายแล้วที่สุด ของความมั่นใจ เริ่มต้นด้วยการดูแลผิวหน้าของคุณให้คงความชุ่มชื้นและดูกระจ่างใสด้วยชุด ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผู้ชาย เพื่อให้คุณดูดีตลอดวัน พร้อมรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ อย่างมั่นใจ

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารกัมมันตรังสีไอโอดีน อันตราย และการป้องกัน

สารกัมมันตรังสีคืออะไร

คือ สสารหรือธาตุที่เรารู้จักกันทั่วๆไป เช่น ออกซิเจน คาร์บอน ไอโอดีน โปแตสเซี่ยม ฯลฯ โดยที่อะตอมของธาตุเหล่านี้ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ โปรตอน นิวตรอนและอิเลคตรอน การที่อะตอมของธาตุจะมีเสถียรภาพ ไม่สลายตัวไปส่วนประกอบทั้งสามจะต้องสมดุลย์กัน ถ้าไม่สมดุลย์จะต้องมีวิธีทำให้อยู่ในสภาพเสถียรโดยการปลดปล่อยพลังงานออกมา ในรูปของรังสี อะตอมของธาตุที่มีการปลดปล่อยรังสีเช่นนี้เรียกว่าสารกัมมันตรังสี ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปปริมาณรังสีก็จะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ ระยะเวลาที่สารกัมมันตรังสีลดลงเหลือครึ่งหนึ่งเราเรียกว่าค่าครึ่งชีวิตของ การสลายตัว ซึ่งมีค่าที่แตกต่างกันไปตามชนิดของธาตุต่างๆโดยอาจสั้นเป็นวินาทีหรืออาจจะ นานเป็นล้านๆปีได้ ธาตุต่างๆนั้นสามารถพบได้ทั้งที่อยู่ในสภาวะเสถียรคือไม่มีการปล่อยรังสี และที่มีการปลดปล่อยรังสี เช่นไอโอดีน ซึ่งแม้ว่าสภาวะความเสถียรจะต่างกันแต่มีคุณสมบัติอื่นๆเหมือนกันทุกประการ


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารกัมมันตรังสีไอโอดีน อันตราย และการป้องกัน รูปที่ 1


สารกัมมันตรังสีมีอันตรายหรือไม่และอย่างไร


รังสี มีหลายชนิดและมีแหล่งกำเนิดได้จากหลายๆแหล่งเช่นจากสารกัมมันตรังสีดังกล่าว ข้างต้นหรือจากการผลิตขึ้นโดยมนุษย์เช่นเครื่องเอกซเรย์ เป็นต้น ถ้าเป็นรังสีชนิดเดียวกันแล้วไม่ว่าจะมาจากแหล่งใดก็มีคุณสมบัติเหมือนกัน นั่นคือถ้ารังสีเดินทางผ่านเซลล์ของร่างกายมนุษย์ก็จะทำอันตรายต่อสารพันธุ กรรมในเซลล์ให้ได้รับความเสียหาย แต่โดยทั่วไปแล้วถ้าปริมาณรังสีที่ร่างกายได้รับมีปริมาณน้อย ความเสียหายต่อสารพันธุกรรมก็น้อยร่างกายเราสามารถทำการซ่อมแซมให้กลับมาดี เหมือนเดิม ถ้าปริมาณรังสีมากขึ้นความเสียหายก็จะมากขึ้นจนร่างกายไม่สามารถซ่อมแซมให้ กลับคืนเหมือนเดิมได้ทั้งหมด และโดยที่สารพันธุกรรมมีหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ ดังนั้นเมื่อสารพันธุกรรมได้รับความเสียหายการควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ ก็ผิดปกติไป เช่นเซลล์เจริญเติบโตโดยไม่สามารถควบคุมได้จนกลายเป็นมะเร็งเป็นต้น แต่มิใช่ว่าจะต้องเกิดมะเร็งเสมอไป โดยปกติถ้าภูมิต้านทานของร่างกายเราแข็งแรงดีและปริมาณเซลล์ที่ผิดปกติเหล่า นั้นมีจำนวนไม่มากภูมิต้านทางของร่างกายก็จะสามารถกำจัดเซลล์เหล่านั้นให้ หมดไปได้ไม่เจริญต่อไปเป็นมะเร็ง ผู้ที่ได้รับปริมาณรังสีในกรณีข้างต้นนั้นจะไม่รู้สึกหรือไม่มีอาการผิดปกติ ใดๆเลย หากร่างกายไม่สามารถกำจัดเซลที่ผิดปกติเหล่านั้นให้หมดไปได้ เซลก็จะค่อยๆเจริญเติบโตอย่างผิดปกติไปเรื่อยๆจนเกิดอาการหรือพบความผิดปกติ ได้ในภายหลังเป็นเดือนเป็นปีหรือเป็นหลายสิบปีได้

ถ้าได้รับรังสีใน ปริมาณมากขึ้นอีกความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเซลมากจนเซลไม่สามารถมีชีวิตอยู่ ได้และตายไปเอง ในกรณีนี้ผู้ที่ได้รับรังสีก็จะมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นอย่างทันทีหรือ 2-3 วันหลังได้รับรังสี ทั้งนี้อาการจะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับได้รับรังสีมากน้อยเพียงใด อาการที่อาจพบได้เช่นคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ผมร่วง ผิวหนังอักเสบ มึนงง สับสน เซลล์เม็ดเลือดและเกร็ดเลือดถูกทำลาย มีเลือดออกในทางเดินอาหารและภูมิคุ้มกันบกพร่องไป และสุดท้ายถ้าได้รับรังสีในปริมาณสูงมากผู้นั้นจะเสียชีวิตได้ในทันที


สารกัมมันตรังสีที่รั่วออกมาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดความเสียหายมีอันตรายมากแค่ไหน


สาร กัมมันตรังสีที่รั่วออกมามีหลายชนิดเช่น ไอโอดีน-131 ซีนอน-137 ซีเซี่ยม-137 สตรอนเชี่ยม-90 เป็นต้น การที่จะมีอันตรายมากน้อยแค่ไหนนั้นนอกจากปริมาณที่รั่วออกมามากแค่ไหนแล้ว ยังขึ้นกับคุณสมบัติของสารแต่ละอย่างด้วย สารบางชนิดมีค่าครึ่งชีวิตสั้นเมื่อรั่วออกมาไม่นานก็สลายตัวหมดไปไม่ก่อให้ เกิดอันตรายใดๆเช่นซีนอน-137 มีค่าครึ่งชีวิตเพียง 3.8 นาที ดังนั้นไม่กี่นาทีก็หมดไปเอง บางชนิดเป็นอนุภาคเล็กๆสามารถลอยไปกับลมได้แต่เมื่อลมหยุดพัดก็จะตกลงสู่ เบื้องล่างปนเปื้อนในดินหรือในน้ำเช่นซีเซียมเป็นต้น บางชนิดมีลักษณะเป็นกาซถ้ามีค่าครึ่งชีวิตนานก็จะสามารถลอยไปได้ไกลเช่น ไอโอดีนเป็นต้น แต่ถ้าฝนตกก็จะสามารถละลายไอโอดีนให้ตกลงสู่เบื้องล่างได้เช่นกัน ดังนั้นจึงเห็นว่าในกรณีการรั่วไหลที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นสารกัมมันตรังสีที่ จะมีความเสี่ยงมากที่สุดต่อประเทศไทยได้แก่ไอโอดีนเนื่องจากเป็นกาซสามารถ ลอยไปได้ไกลและเข้าสู่ร่างกายได้โดยการหายใจ ส่วนซีเซียมจะมาในลักษณะปนเปื้อนมากับอาหารต่างๆซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการ ตรวจวัดปริมาณรังสีก่อนนำเข้าประเทศ สำหรับไอโอดีนที่ลอยมาจะเป็นอันตรายมากแค่ไหนก็ขึ้นกับปริมาณที่รั่วออกมา ว่ามากน้อยแค่ไหน ลมแรงเพียงใดและพัดไปในทิศทางใด เนื่องจากไอโอดีนมีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 8 วัน ดังนั้นถ้าลมไม่แรงก็อาจจะมาไม่ถึงประเทศไทย


สารกัมมันตรังสีไอโอดีนที่รั่วออกมาดังกล่าวมีอันตรายต่อร่างกายอย่างไร


ดัง กล่าวข้างต้นอันตรายที่จะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหนขึ้นกับว่าปริมาณที่มาถึง ประเทศไทยจะมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ดีคงไม่มีโอกาสที่จะมีปริมาณมากถึงระดับที่ก่อให้เกิดอาการเฉียบ พลันหรือเสียชีวิต แต่ความพิเศษของไอโอดีนรังสีก็คือถ้าได้รับเข้าสู่ร่างกายแล้วมันจะเข้าไป สะสมอยู่มากในต่อมไทรอยด์ซึ่งอยู่ที่บริเวณคอ เนื่องจากต่อมไทรอยด์จะต้องใช้ไอโอดีนในการสร้างเป็นไทรอยด์ฮอร์โมนต่อไป ดังนั้นต่อมไทรอยด์จะได้รับปริมาณรังสีมากกว่าอวัยวะอื่นๆในร่างกาย ถ้าหากได้รับเข้าไปมากต่อมไทรอยด์ก็อาจจะเกิดอาการอักเสบหรือถูกทำลายหมดทำ ให้ร่างกายขาดไอโอดีน ถ้าได้รับเพียงปริมาณน้อยๆความเสียหายต่อสารพันธุกรรมไม่มากร่างกายซ่อมแซม ได้ก็จะไม่เกิดอันตรายแต่อย่างใด แต่ถ้าได้รับในปริมาณปานกลางก็อาจมีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งต่อมไทยรอยด์ได้ใน ภายหลัง ทั้งนี้มิได้หมายความว่าทุกคนที่ได้รับในปริมาณนี้จะเกิดเป็นมะเร็งทุกคน เพียงแต่มีโอกาสมากขึ้นกว่าผู้ที่ไม่ได้รับรังสีเลยเท่านั้น


ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารกัมมันตรังสีไอโอดีน อันตราย และการป้องกัน รูปที่ 2



มีวิธีป้องกันไม่ให้ร่างกายรับสารกัมมันตรังสีไอโอดีนหรือไม่


วิธี ป้องกันไม่ให้เข้าสู่ร่างกายที่ทำได้ก็คือไม่เข้าไปอยู่ในบริเวณที่มีสาร กัมมันตรังสีและไม่รับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนเท่านั้น แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็จะมีวิธีป้องกันไม่ให้สารกัมมันตรังสีไอโอดีนเข้า ไปสะสมอยู่ในต่อมไทรอยด์ได้ ทั้งนี้เนื่องจากต่อมไทรอยด์มีความสามารถจับไอโอดีนได้ในปริมาณจำกัดปริมาณ หนึ่ง ถ้าต่อมไทรอยด์มีปริมาณไอโอดีนในต่อมจะเพียงพอแล้วก็จะไม่จับไอโอดีนที่ได้ รับเข้าไปอีก เราจึงใช้วิธีรับประทานสารไอโอดีนที่ไม่มีรังสีเข้าไปจนทำให้ต่อมไทรอยด์มี ไอโอดีนมากพอที่จะไม่จับไอโอดีนเพิ่มเติมอีก ดังนั้นเมื่อเราได้รับไอโอดีนรังสีก็จะไม่เข้าไปสะสมในต่อมไทรอยด์ต่อไป


จำเป็นที่จะต้องรับประทานสารหรือยาไอโอดีนที่ไม่มีรังสีหรือไม่

จำ เป็นหรือไม่ขึ้นกับ 2 ปัจจัยคือโอกาสที่จะได้รับไอโอดีนรังสีเข้าไปสะสมในต่อมไทรอยด์ในปริมาณที่ มากน้อยแค่ไหน และโอกาสที่จะเกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์มากน้อยแค่ไหน เด็กเล็กจะมีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งมากกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นถ้าปริมาณไอโอดีนรังสีในบรรยากาศมีน้อยก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรับ ประทาน ถ้ามีปริมาณมากขึ้นอีกหน่อยและอายุน้อยก็ควรจะต้องรับประทานแต่ถ้าอายุมาก แล้วก็อาจจะยังไม่จำเป็น มีข้อแนะนำว่าถ้าอายุมากกว่า 40 ปีแล้วโอกาสที่จะเกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์จากกรณีนี้น้อยมากไม่มีความจำเป็นที่ จะต้องรับประทานยาแต่อย่างใดนอกเสียจากว่ามีโอกาสที่จะได้รับปริมาณรังสีมาก ในขนาดที่ต่อมไทรอยด์อาจจะถูกรังสีทำลายจนหมดได้


จะรับประทานยาไอโอดีนดังกล่าวป้องกันไว้ก่อนเลยดีหรือไม่

ไม่ แนะนำ เนื่องจากการรับประทานยาไอโอดีนที่ไม่มีรังสีก็อาจเกิดผลข้างเคียงได้ ที่สำคัญที่สุดคืออาจเกิดอาการแพ้สารไอโอดีน หากรุนแรงมากอาจถึงเสียชีวิต ส่วนผลข้างเคียงอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นคลื่นไส้ อาเจียน เด็กเล็กๆอาจเกิดต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง ส่วนในผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติของต่อมไทรอยด์อาจทำให้เกิด อาการต่อมไทรอยด์เป็นพิษได้ แม้ว่าผลข้างเคียงดังกล่าวพบได้ไม่มากนักแต่หากไม่จำเป็นจริงๆก็ไม่ควร เสี่ยง


จะทราบได้อย่างไรว่าเมื่อใดควรจะรับประทานยาไอโอดีนดังกล่าว

เนื่อง จากประชาชนทั่วไปไม่มีทางทราบได้เลยว่าตัวเองจะมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน และการคำนวณความเสี่ยงมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก จึงจำเป็นต้องใช้วิธีฟังข่าวจากหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่ในการเฝ้าระวัง ปริมาณการปนเปื้อน สำหรับประเทศไทยได้แก่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปญี่ปุ่นก็ควรฟังข่าวจากทางการญี่ปุ่นว่าบริเวณใดมี การปนเปื้อนมากถึงระดับที่ต้องรับประทานยาเพื่อป้องกัน


ถ้าต้องรับประทานยาดังกล่าวจะต้องรับประทานอย่างใด


เนื่อง จากยาไอโอดีนจะสามารถป้องกันไม่ให้ไอโอดีนรังสีเข้าสู่ต่อมไทรอยด์เท่านั้น หากไอโอดีนรังสีเข้าสู่ต่อมไทรอยด์แล้วก็จะไม่ได้ผล เนื่องจากไอโอดีนจะค่อยๆถูกจับเข้าสู่ต่อมไทรอยด์ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก ดังนั้นยิ่งได้รับยาช้าเท่าใดก็จะมีผลป้องกันน้อยลงเท่านั้น จึงควรรับประทานยาก่อนที่จะได้รับไอโอดีนรังสีอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก็จะได้ผลดีที่สุด และยาจะมีผลป้องกันอยู่เป็นเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง จึงจำเป็นที่จะต้องรับประทานยาดังกล่าวทุกๆ 24 ชั่วโมงหรือวันละครั้งจนกว่าจะออกจากบริเวณที่ปนเปื้อน การรับประทานก็จะต้องรับประทานให้มากพอที่จะทำให้ต่อมไทรอยด์อิ่มตัว โดยแนะนำว่าสำหรับผู้ใหญ่ให้รับประทานยาโปแตสเซี่ยมไอโอไดด์วันละ 130 มิลลิกรัม ส่วนในเด็กก็ละปริมาณลงตามน้ำหนัก


การใช้ยาทาแผลที่มีไอโอดีนทาที่คอหรือรับประทานเกลือผสมไอโอดีนที่มีขายทั่วไปจะช่วยป้องกันได้หรือไม่


ไม่ ได้เลยเนื่องจากปริมาณไอโอดีนที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีนี้น้อยมากไม่ เพียงพอที่จะทำให้ต่อมไทรอยด์อิ่มตัวได้ และถ้ายิ่งได้รับไอโอดีนรังสีเข้าไปแล้วก็ยิ่งไม่มีผลใดๆเลย


ยาไอโอดีนดังกล่าวสามารถป้องกันอันตรายจากรังสีชนิดอื่นๆหรือป้องกันการเกิดมะเร็งในอวัยวะอื่นได้หรือไม่


ไม่ได้เลย

การป้องกันอันตรายจากอาคารพังทลาย

แผ่นดินไหวเป็นเหตุการณ์ธรรมชาติที่ไม่อาจควบคุมได้ อันตรายสำคัญจากแผ่นดินไหวได้แก่ อาคารพังทลายทับผู้ที่อยู่อาศัย และสัญจรไปมา มาตรการป้องกันอันตรายที่ใช้อยู่ทั่วไป ได้แก่ การจัดทำแผนที่ความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหว จัดแบ่งพื้นที่ออกตามระดับความเสี่ยง และกำหนดมาตรฐานการออกแบบก่อสร้างอาคารในแต่ละพื้นที่ ให้มีระดับความต้านทานแผ่นดินไหวที่เหมาะสม

ในพ.ศ. ๒๕๓๗ ได้มีงานวิจัยในประเทศไทยที่นำข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นดินไหวที่มีอยู่ทั้งใน ประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง มาประมวลและวิเคราะห์ สร้างเป็นแผนที่ความเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวของประเทศไทย โดยจัดพื้นที่ตามระดับอัตราเร่งสูงสุดของแผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้น โดยหลักเกณฑ์ที่ใช้จะใกล้เคียงกับกฎหมายควบคุมอาคาร (Uniform Building Code หรือ UBC) ที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา การจัดพื้นที่ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๕ ระดับจากระดับ ๐ ถึงระดับ ๔ โดยระดับ ๐ หมายถึง พื้นที่ปลอดภัยจากแผ่นดินไหว และระดับ ๔ เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุด กล่าวคือมีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ในการออกแบบอาคาร ต้านแผ่นดินไหว โดยทั่วไปจะยอมให้อาคารมีการโยกไหวรุนแรงจนตัวอาคารแตกร้าวเสียหายได้ แต่จะต้องไม่พังทลายลงมา การออกแบบโครงสร้างอาคารให้ต้านทานการสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวเป็นเรื่อง ยาก เพราะจะต้องคำนึงถึงพฤติกรรมทางพลศาสตร์ในสภาวะ ที่มีการเปลี่ยนรูปร่างเกินพิกัดยืดหยุ่น (Elastic Limit) หลักการออกแบบตามมาตรฐานที่ใช้อยู่ทั่วไปจึงปรับให้ง่ายขึ้น โดยกำหนดให้ออกแบบให้โครงสร้างสามารถรับแรงใน แนวราบได้ในระดับที่กำหนด แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ออกแบบต้องพิจารณารูปร่างสัดส่วน โครงสร้างให้มีความสมมาตร สามารถโยกไหวได้โดยไม่บิดตัว นอกจากนี้ จะต้องคำนึง ถึงการจัดรายละเอียด เช่น การเสริมเหล็กให้โครงสร้างสามารถดูดซับพลังงานได้ดี

การป้องกันตัวเองเมื่อเกิดแผ่นดินไหว และการปฏิบัติตัว รูปที่ 1

พื้นดินกลายสภาพคล้ายของเหลว

นอก จากจะทำให้อาคารโยกไหวแล้ว แผ่นดินไหวอาจทำให้พื้นดินมีสภาพคล้ายของเหลวและสูญเสียกำลังแบกทานโดยสิ้น เชิง สภาพการณ์เช่นนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในบริเวณที่มีสภาพดินเป็น ดินทราย และมีระดับน้ำใต้ดินสูง การที่ดินมีสภาพคล้ายของเหลวเกิดจากการที่พื้นดินได้รับแรงกระแทก เช่น แรงระเบิด หรือแรงกระทำซ้ำ เช่น แผ่นดินไหว ภายใต้แรง กระทำดังกล่าว แรงดันน้ำระหว่างมวลดินจะสูงขึ้นจนเท่ากับแรงดันระหว่างมวลดิน ซึ่งทำให้ดินสูญเสียกำลังเฉือน ในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดสภาวะทรายดูด หรือดินไหลในแนวราบเช่นเดียวกับของเหลว สิ่งก่อสร้าง อาจจมหรือทรุดตัวลง

จาก การศึกษาถึงความเสียหายของโครงสร้างที่เกิดจากการเกิดแผ่นดินไหว พบว่า มีโครงสร้างจำนวนมากเสียหายจากการที่พื้นดินกลายสภาพคล้ายของเหลวขณะเกิด แผ่นดินไหว ตัวอย่างเช่น แผ่นดินไหวที่ประเทศชิลีในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ แผ่นดินไหวที่ประเทศเม็กซิโกในวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ และแผ่นดินไหวที่มลรัฐอะแลสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. ๒๕๐๗


ข้อควรปฏิบัติของประชาชน

นอก จากการป้องกันการพังทลายของอาคารแล้ว มาตรการเตรียมพร้อมและการ เตรียมรับสถานการณ์ฉุกเฉินหลังเกิดเหตุ ก็มีส่วนช่วยบรรเทาความเสียหายได้บ้าง กรมอุตุนิยมวิทยาได้จัดทำคำแนะนำการป้องกันอันตรายจากแผ่นดินไหวไว้ดังนี้ (ดูเรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับแผ่นดินไหว)

การเตรียมพร้อม
๑. ควรมีไฟฉาย ถ่านไฟฉาย และกระเป๋ายาเตรียมไว้ในบ้าน และแจ้งให้ทุกคนทราบว่าเก็บไว้ที่ไหน
๒. ควรศึกษาการปฐมพยาบาลขั้นต้น เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน
๓. ควรทราบตำแหน่งวาล์วปิดถังแก๊ส ปิดน้ำ และตำแหน่งสะพานไฟฟ้าสำหรับตัดกระแสไฟฟ้า และทุกคนในบ้านควรจะ ทราบวิธีการปิดวาล์วถังแก๊ส และยกสะพานไฟฟ้า
๔. อย่าวางของหนักไว้บนชั้นหรือหิ้งสูงๆ เพราะเมื่อมีการสั่นไหว สิ่งของอาจตกลงมาเป็นอันตรายต่อคนในบ้าน
๕. ผูกเครื่องใช้ให้แน่นกับพื้น และยึดเครื่องประดับบ้านหนักๆ เช่น ตู้ถ้วยชาม ไว้กับผนัง
๖. ควรวางแผนการในกรณีที่ทุกคนอาจต้องพลัดพรากจากกัน ว่าจะกลับมารวมกันที่ไหน อย่างไร



เมื่อเกิดแผ่นดินไหว
๑. อยู่อย่างสงบ ควบคุมสติ อย่าตื่นตกใจ ถ้าอยู่ในบ้านก็ให้อยู่ในบ้าน ถ้าอยู่นอกบ้านก็ให้อยู่นอกบ้าน ส่วนใหญ่คนที่ได้รับบาดเจ็บเพราะวิ่งเข้า - ออกจากบ้าน
๒. ถ้าอยู่ในบ้านก็ให้ยืนอยู่ในส่วนของ บ้านที่มีโครงสร้างแข็งแรง และควรอยู่ห่างจากหน้าต่างและประตูที่จะออกข้างนอก
๓. ถ้าอยู่ในที่โล่ง ให้อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้าหรือสิ่งห้อยแขวนต่างๆ ที่อาจตกลงมา
๔. อย่าใช้เทียนไข ไม้ขีดไฟ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดเปลวไฟ เพราะอาจมีแก๊สรั่วอยู่ในบริเวณนั้น
๕. ถ้ากำลังอยู่ในรถยนต์ ให้หยุดรถ และอยู่ในรถต่อไปจนกว่าการสั่นสะเทือนจะหยุดลง
๖. ห้ามใช้ลิฟต์โดยเด็ดขาดขณะเกิดแผ่นดินไหว
๗. หากอยู่ใกล้ชายทะเล ให้อยู่ห่างจากฝั่ง เพราะอาจเกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าหาฝั่ง



เมื่ออาการสั่นไหวสงบลง
๑. ควรตรวจดูตัวเองและคนใกล้เคียงว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ถ้ามีการบาดเจ็บ ให้ทำการปฐมพยาบาลก่อน หากว่าบาดเจ็บมาก ให้นำส่งสถานพยาบาลต่อไป
๒. ควรรีบออกจากตึกที่เสียหาย เพื่อความปลอดภัยจากอาคารถล่มทับ
๓. ควรตรวจท่อน้ำ แก๊ส และสายไฟฟ้า หากพบส่วนที่เสียหาย ปิดวาล์วน้ำหรือถังแก๊ส และยกสะพานไฟฟ้า
๔. ตรวจแก๊สรั่วโดยการดมกลิ่น ถ้าได้ กลิ่นแก๊ส ให้เปิดหน้าต่างและประตูทุกบาน รีบออกจากบ้าน และแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
๕. เปิดวิทยุฟังคำแนะนำฉุกเฉิน อย่าใช้โทรศัพท์ถ้าไม่จำเป็น เพราะอาจจะใช้ส่งข่าว
๖. อย่ากดน้ำล้างโถส้วมจนกว่าจะตรวจสอบว่า มีสิ่งตกค้างอยู่ในท่อระบายหรือไม่
๗. สวมรองเท้าหุ้มส้น เพื่อป้องกันเศษ แก้วและสิ่งหักพังทิ่มแทง




สิว การดูแลสิว แค่แกะสิวอาจถึงขั้นเสียชีวิต ... !?

การ แกะสิวอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียลุกลามตามหลอดเลือดดำบนใบหน้า เข้าไปสู่หลอดเลือดดำที่อยู่ใต้สมอง จนเกิดการอักเสบของหลอดเลือดดำที่ใต้สมองที่เรียกว่า cavernous sinus thrombosis ทำให้เกิดอาการตามัว หรืออาจตาบอด ปวดศีรษะ ดวงตาโปนเหมือนจะถลน ใบหน้าบวมเป่ง ใบหน้าเป็นอัมพาต
เมื่อมีการติดเชื้อเกิดการอักเสบจะเกิดอาการบวม แดง ร้อน ตามมา การอักเสบบวมที่หย่อมหลอดเลือดนี้ที่อยู่ใต้สมองจึงเพิ่มความดันในสมอง เนื่องจากสมองถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่แคบๆ เมื่อเกิดก้อนบวมโตในสมอง หรือฝีในสมอง ก้อนนี้ก็จะไปกดศูนย์กลางการทำงานในสมองที่จำเป็นต่อชีวิต ได้แก่ ศูนย์เมทาบอลิซึมคือ ต่อมพิทูอิทารี ศูนย์อารมณ์คือ ไฮโพทาลามัส และศูนย์หายใจคือ ก้านสมอง
ที่จริงแล้วโรค cavernous sinus thrombosis พบได้น้อยมาก มีรายงานการแพทย์ทั่วโลกว่า พบผู้ป่วยโรคนี้ทั้งหมดในโลกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแค่ ๒๐๐-๓๐๐ รายเท่านั้น และส่วนใหญ่ก็พบในยุคก่อนที่จะค้นพบยาปฏิชีวนะ
สิวที่สามารถกดออกได้คือ สิวหัวดำซึ่งยังไม่มีการอักเสบเกิดขึ้น โดยใช้เครื่องมือกดสิวและกดโดยผู้ชำนาญเท่านั้น การกดหรือบีบสิวระยะอื่นๆ ทำให้อาการเลวลง และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดแผลเป็นถาวร   



สิว การดูแลสิว แค่แกะสิวอาจถึงขั้นเสียชีวิต ... !? รูปที่ 1


การรักษาสิวนั้นยิ่งใช้ยาแรงยิ่งได้ผลดีจริงไหม?  
วัยรุ่นที่เป็นสิวส่วนใหญ่เชื่อว่าการรักษาสิวนั้นยิ่งใช้ยาแรงยิ่งได้ ผลดี เช่น ถ้าใช้ยาทาบีพีความเข้มข้นต่ำคือร้อยละ ๒.๕ (2.5 % benzoyl peroxide, BP) แล้วได้ผล ถ้าเพิ่มความเข้มข้นเป็นร้อยละ ๑๐ (10% BP) ก็น่าจะได้ผลมากขึ้นอีก
ที่จริงแล้วถ้าใช้ยาความเข้มข้นต่ำแล้วได้ผลดีก็ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรงขึ้น นอกจากจะเสียเงินมากขึ้นโดยไม่จำเป็นแล้วยังอาจเกิดผลแทรกซ้อน เช่น การระคายเคืองมากขึ้น

สิวเกิดจากเลือดเสียใช่ไหม?
บางครั้งอาจพบเลือดออกในสิวที่เป็นตุ่มหนองขนาดใหญ่ได้ ซึ่งอาจเห็นเป็นเลือดดำอยู่ภายใน ทำให้บางคนเชื่อว่าสิวเกิดจากเลือดเสีย ซึ่งไม่เป็นความจริง


แสงแดดทำให้สิวดีขึ้นได้ใช่ไหม?
แสงแดดอาจทำให้ดูเหมือนว่าสิวดีขึ้น เพราะแสงแดดทำให้ผิวไหม้แดง และผิวคล้ำลง ช่วยบดบังรอยแดง รอยดำจากสิวอักเสบ แท้จริงแล้วนอกจากแสงแดดเป็นอันตรายต่อผิวหนังแล้ว แสงแดดยังทำให้ผิวระคายเคือง และสิวกำเริบ เกิดผิวเหี่ยวแก่ และเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง

ผิวมันทำให้สิวกำเริบใช่ไหม?
สิวไม่ได้เกิดจากผิวมัน  แต่เกิดจากเซลล์ผิวหนังที่บุท่อรูขุมขนที่หลุดออกตามธรรมชาติไม่ถูกขจัดสู่ ผิวหนังด้านนอก ทำให้เกิดการตกค้าง เมื่อรวมกับไขมันที่ต่อมไขมันสร้างขึ้นจะก่อให้เกิดสิวอุดตัน (comedone) ผิวมันเป็นอาการ แต่ไม่ได้เป็นสาเหตุของสิว



ที่มา : หมอชาวบ้าน

เทคนิคนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อบุคลิกสดใส สุขภาพแข็งแรง

การพักผ่อนที่ดีที่สุด คือการนอนหลับ หากนอนหลับไม่เพียงพอหรือนอนไม่หลับบ่อยๆ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว อ่านเคล็ดลับ เทคนิคต่างๆ จากคุณชลิตา เถาวน์ชาลี ตันติพิภพ อดีตนางสาวไทยที่ช่วยให้คุณพักผ่อนนอนหลับสบาย

เมื่อคุณนอนหลับไม่เพียงพอ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ
 การอดนอนบ่อยๆ มีผลต่อ ภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อระบบภูมิคุ้มกันแย่ลง จึงไม่สามารถกำจัดแบคทีเรียได้ และก่อให้เกิดโรคร้ายแรงๆ ทั้งยังส่งผลเสียต่อสภาพผิวพรรณอีกด้วยค่ะ

    * สูญเสียโอกาสที่ร่างกายจะหลั่งโกร๊ธ ฮอร์โมน (Growth Hormone) ในขณะหลับ ซึ่งโกร๊ธ ฮอร์โมนจะช่วยให้คุณดูอ่อนเยาวน์ สร้างสมดุลระบบการเผาผลาญอาหาร และซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ดังนั้น หากขาดฮอร์โมนชนิดนี้ ผิวหนังจะหย่อนคล้อยและเหี่ยวย่น
    * ระบบภูมิคุ้มกันแย่ลง ทำให้ไม่สามารถกำจัดแบคทีเรียได้ ก่อให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆ
    * ระบบการย่อยผิดปกติ โดยร่างกายจะต้องใช้เวลามากขึ้นถึง 40 เปอร์เซนต์เพื่อจัดการกับระดับน้ำตาลในเลือดหลังกินคาร์โบไฮเดรต การมีระดับน้ำตาลสูงค้างในเลือดนานๆ จะทำให้แก่เร็ว
    *ากอดนอน 1 คืน เซลล์ที่เป็นป้อมปราการต้านเนื้องอกจะอ่อนแอลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เสี่ยงต่อโรคมะเร็ง ทั้งยังทำให้ความจำและการทำงานของสมองแย่ลง
    * หากอดนอนนาน 1 สัปดาห์ (กรณีนอนวันละ 4 ชั่วโมงโดยประมาณ) ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นในการควบคุมปริมาณกล้ามเนื้อและไขมันน้อยลง ทำให้ร่างกายสะสมไขมันมากขึ้น

อาหารที่ช่วยให้คุณนอนหลับสบาย

ในแต่ละวันควรได้รับคาร์โบไฮเดรตชนิดดีราว 60-65 เปอร์เซนต์ จากมันเทศ เผือก กลอย ถั่วต่างๆ ผลไม้ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และผลิตภัณฑ์โฮลเกรนต่างๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายผลิตเซโรโทนิน ที่ทำให้หลับสบาย การดื่มนมอุ่นๆ ก็ช่วยให้หลับง่ายๆ เช่นกัน การวิจัยพบว่า เมลาโทนิน (Melatonin) ที่มีในนมวัว ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

สำหรับคนนอนหลับยาก ควรงดกาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต ขนมขบเคี้ยว และทอฟฟี่ เพราะคาเฟอีนจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ทำให้นอนหลับได้ยาก แนะนำให้ดื่มชาคาโมมายด์อุ่นๆ ก่อนนอน เพื่อทำให้ใจสงบ และหลับง่าย

เทคนิคนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อบุคลิกสดใส สุขภาพแข็งแรง รูปที่ 2

กินมันฝรั่งทอดตอนดึกๆ ระวัง..จะนอนไม่หลับ


สารพัดวิธีที่ช่วยทำให้นอนหลับได้สนิท
กลิ่นของลาเวนเดอร์ช่วยให้คุณนอนหลับพักผ่อนได้สบายยิ่งขึ้น

เทคนิคนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อบุคลิกสดใส สุขภาพแข็งแรง รูปที่ 3

การ เลือกออกกำลังกายในช่วงเย็นช่วยให้หลายคนรู้สึกเหนื่อย และหลับง่ายขึ้น การแช่น้ำอุ่นหยดน้ำมันหอม เช่น ลาเวนเดอร์ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย หรือหยดน้ำมันหอมลาเวนเดอร์ 2-3 หยด ก็จะช่วยให้หลับสบายขึ้น

การ ผ่อนคลายร่างกาย เช่น อาบน้ำอุ่น ฟังเพลงสบายๆ หรือยืดเส้นยืดสาย ช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดรฟีน ทำให้หายเครียดและนอนหลับได้สบายยิ่งขึ้น
การหาผ้าคาดตามาใส่กรณีที่ห้องค่อนข้างสว่างเป็นทางเลือกที่ไม่เลวค่ะ
เทคนิคนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อบุคลิกสดใส สุขภาพแข็งแรง รูปที่ 4


จัดบรรยากาศห้องนอนให้มืดสนิท อุณหภูมิที่ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป พยายามเข้านอนช่วง 4 ทุ่มและตื่นเช้า เพื่อให้ร่างกายได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ และรู้สึกสดชื่นในตอนเช้า
เทคนิคทำให้นอนหลับสบาย

เพื่อให้เซลล์ผิวฟื้นฟูได้ดีขึ้น คงความอ่อนเยาว์ และสุขภาพที่แข็งแรง คือ
1. นอนหงาย หยุดความคิดไว้ที่ร่างกายตนเอง
2. เริ่มต้นเกร็งและผ่อนคลายเท้าสองข้างสลับกัน แล้วค่อยๆ ขยับขึ้นมาจนถึงศีรษะ
3. เมื่อมาถึงศีรษะ ให้เกร็งและผ่อนคลายทุกอวัยวะ (ขากรรไกร ดวงดา หน้าผาก)
4. กดศีรษะลงกับหมอนและนอนหลับอย่างผ่อนคลาย
5. หากยังไม่หลับ ตั้งสมาธิกับการหายใจให้ลึกและยาว เว้นจังหวัะเล็กน้อยระหว่างหายใจเข้าและออก ช่วยให้สมองปรอดโปร่ง รู้สึกผ่อนคลาย

ที่มา: B-GirlShop ร้านขายเสื้อผ้าคนอ้วนออนไลน์

ไข่เป็ดกับไข่ไก่ ทานอย่างไหนดีกว่ากัน

ก่อน อื่นจะขอถามก่อนนะครับว่า วันนี้คุณรับประทานไข่หรือยัง หรือ วันนี้คุณรับประทานไข่ไก่หรือไข่เป็ดครับ เป็นไงครับ ชักจะสงสัยขึ้นมาแล้วว่า ไข่ไก่หรือไข่เป็ด อะไรดีกว่ากัน ด้วยเหตุนี้เองครับนี้ผมจึงอยากจะมาชี้แจงเรื่องนี้ให้ทราบกันครับ

ไข่เป็ดกับไข่ไก่ ทานอย่างไหนดีกว่ากัน  รูปที่ 1


ไข่นับว่าเป็นอาหารที่มีความสำคัญมากและรับประทานกันแพร่ หลายทั่วๆไป เรียกได้ว่าทั่วโลกครับ ประชาชนทั่วๆไปมักจะพูดกันและรู้จักไข่ในลักษณะอาหารเสริม บำรุงกำลัง ผู้ที่ไม่มีแรง อ่อนเพลีย หรือผู้ที่เจ็บป่วย มักถูกญาติมิตร เพื่อนฝูง แนะนำให้รับประทานไข่บ้าง อาหารไข่นับว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์และสะดวกในการประกอบอาหารรับประทาน
อย่างไรก็ตามจริงๆแล้วเรื่องราวของไข่เกี่ยวกับคุณ ประโยชน์จริงๆนั้นยัง รู้จักกันน้อย บางครั้งมักจะมีผู้ตั้งคำถามอยู่เสมอว่าไข่ไก่หรือไข่เป็ด ชนิดไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน
ความ จริงแล้ว โปรตีนจากไข่ขาวเป็นโปรตีนชั้นดี ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้แทนเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพของร่างกายได้ทั้งหมด นับว่าดีกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก ทางการแพทย์บอกว่า ไข่ขาวสามารถเปลี่ยนเป็นโปรตีนของร่างกายได้เต็ม 100 % ประชาชน ของประเทศส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะสนใจมากนัก เราควรจะหันมาให้ความสนใจกับการรับประทานไข่ให้มากขึ้นนะครับ จะเป็นไข่ไก่หรือไข่เป็ดก็ได้ เพราะล้วนแต่ให้ประโชน์ทั้งนั้น
ในต่างประเทศมักจะไม่ค่อยรับประทานไข่เป็ดกัน เพราะหาได้ลำบากกว่าไข่ไก่ครับ จะสร้างโรงเรือนเลี้ยงเป็ดแบบเลี้ยงไก่ก็ทำไม่สะดวกไข่ไก่หรือไข่เป็ดชนิดใด มีคุณค่ามากกว่ากัน ดีกว่ากัน ผมมีข้อมูลเป็นตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นดังนี้นะครับ สำหรับไข่ไก่ 1 ฟอง และ ไข่เป็ด 1 ฟอง

สารอาหาร
ไข่ไก่
ไข่เป็ด
พลังงาน ( แคลอรี )
169
180
ไขมัน ( กรัม )
11.9
12.6
คาร์โบไฮเดรต ( กรัม )
1.7
4.1
โปรตีน ( กรัม )
12.7
11.7
แคลเซี่ยม ( มิลลิกรัม )
76.0
71.0
เหล็ก ( มิลลิกรัม )
3.5
2.8
วิตามิน บี 1 ( มิลลิกรัม )
0.08
0.27
วิตามิน บี 2 (มิลลิกรัม )
0.48
0.56
วิตามิน บี 5 (มิลลิกรัม )
0.1
0.1

คุณค่าของไข่ไก่และไข่เป็ด มีส่วนแตกต่างกันบ้าง เช่น ไข่ไก่หนือกว่าไข่เป็ด ในด้าน โปรตีน แคลเซี่ยม เหล็ก แต่ไข่เป็ดกลับเหนือว่าในด้านพลังงาน ไขมัน วิตามิน บี 1 วิตามิน บี 2
หากเรา รับประทานไข่ไก่หรือไข่เป็ด 1 ฟอง คิดปริมาณน้ำหนัก 5 0 กรัม เมื่อเทียบความต้อการสารอาหารที่ควรได้รับสำหรับประชาชน ใน 1 วัน ก็นับว่าเพียงพอแล้วครับ ในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต ในวันหนึ่งควรรับประทานไข่เพียงวันละ 1 ฟอง ก็จะได้สารอาหารที่จำเป็นมากพอสมควรครับ


ที่มา : www.scimath.org

ท่าบริหารกล้ามท้อง ส่วนล่าง

PARTNER - ASSISTED LEG RAISE
ท่าบริหารกล้ามท้อง ส่วนล่าง รูปที่ 1
นอนหงายลงบนพื้น โดยให้คู่ฝึกของคุณยืนถ่างขา คร่อมอยู่บริเวณศีรษะคุณ จากนั้น ให้คุณจับบริเวณตะตุ่ม หรือข้อเท้าไว้ให้มั่นคง แล้วยกขาของคุณขึ้นไปที่หน้าอกของคู่ฝึก โดยให้งอเข่าด้วยเล็กน้อย
              จากนั้น ให้คู่ฝึกคุณออกแรงดันขาคุณไปที่พื้น หน้าที่ของคุณก็คือ ออกแรงต่อต้าน ป้องกันไม่ให้เท้าแตะพื้น แล้วก็ยกขากลับไปที่จังหวะเดิมอีก
              เคล็ดลับ : ถ้าจะให้กล้ามเอว (Obliques) ได้รับการบริหารด้วย ก็ต้องให้คู่ฝึกคุณ ดันขาคุณจากด้านหนึ่ง ไปอีกด้านหนึ่ง
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.tuvayanon.net/

ผลการวิจัยใหม่ๆ พบว่าผู้ชายเพิ่งหย่า เขาว่ากันว่าฟิตกว่าที่คิด !

ผู้ชายเพิ่งหย่า ฟิตกว่าที่คิด !! รูปที่ 1


คุณ อาจจะพอเดาตอนจบของงานวิจัยนี้ออก แต่ยังไงก็ตาม นี่เป็นหลักการยืนยันถึงกลไกของธรรมชาติอย่างหนึ่งว่า ลึกๆ แล้ว คนเราไม่อยากอยู่คนเดียว

มันเป็นผลงานวิจัย ของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์ทางวารสารออนไลน์ที่ชื่อ Pubmed.gov หลังตากที่พวกเขาทำงานวิจัยกันมาอย่างยาวนานกว่า 24 ปี ในการเก็บข้อมูล และอีก 3 ปีสำหรับการวิเคราะห์จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 8,871 คน นักวิจัยแสนอึดเหล่านี้พบว่า สถานภาพของกาารแต่งงานมีผลกับพฤติกรรมการออกกำลังกายของผู้คน

โดยการ เก็บข้อมูลทำขึ้นระหว่างปี 1987-2005 และติดตามผลอีก 3 ปี เพื่อหาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการออกกำลังกายกับสถานภาพสมรส พบข้อมูลที่น่าสนใจว่าผู้หญิงโสดจะยังคง รักษาระดับของการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทำได้ดีกว่าผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว (ซึ่งเข้าใจได้ว่าพวกที่แต่งงานแล้วทีภาระต่างๆ มากขึ้น) ในขณะเดียวกันผู้ชาย ที่เคยหย่ามาแล้ว จะให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายมากกว่าผู้ชายที่แต่งงานเป็นครั้งที่สอง มากกว่าผู้ชายโสดที่ยังไม่ผ่านการมีชีวิตคู่ และมากกว่าผู้ชายที่ผ่านการแต่งงานมาแล้ว

นักวิจัยเชื่อ ว่าผลการทดลองที่ออกมาเป็นเช่นนี้ มีหลายปัจจัยด้วยกัน  ทั้งการกลัวอยู่คนเดียว (ซึ่งทำให้ผู้ชายต้องทำตัวเองให้ดูดีขึ้น) กลัวการผิดหวังและเวลาที่เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ดี นักวิจัยมองว่ายังไม่สามารถนความสัมพันธ์นี้ไปใช้ได้กับเพศหญิง (หมายถึงผู้หญิงที่ผ่านการหย่ามาแล้ว) เพราะพวกเขาพบว่าเงื่อนไขและความรู้สึกนึกคิดของผู้หญิงนั้นแตกต่างจาก ผู้ชาย

แต่ สำหรับเรา ไม่ว่าคุณจะกำลังมีความสัมพันธ์แบบไหน โสด แต่งงาน หย่า หรือว่า It's complicated ขอแนะนำว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอนั้นจำเป็น




บทความจาก GM Magazine ฉบับเดือนมีนาคม 2011

5 อันดับ อาชีพเสี่ยงเครียด

5 อาชีพเสี่ยงเครียด อาการ เครียดที่มากับอาชีพการงานนี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะครับ มันเป็นหัวข้อสุขภาพที่ต้องรีบแก้ไข เว็บไซต์สุขภาพอย่าง Health.com เคยนำเสนอในรูปแบบ 10 อันดับอาชีพที่เสี่ยงต่ออาการเครียดไว้ โดยรวบรวมจาก 21 ประเภทของอาชีพการงาน

5 อันดับ อาชีพเสี่ยงเครียด รูปที่ 1

ลองทายดูกันสนุกๆ ไหมครับว่า งานของคุณจะมีความเครียดอยู่ที่อันดับไหนกันบ้าง


5. ศิลปิน นักแสดง นักเขียน
อยู่สูงถึงอันดับ 5 เพราะมีชั่วโมงการทำงานไม่แน่นอน ปลีกตัวอยู่ห่างจากผู้คน แถมมีอารมณ์ศิลปินเป็นทุนเดิม บางคนมีอาการอารมณ์แปนปรวณแบบ 2 ขั้วหรือ Bipolar ร่วมด้วยแบบไม่รู้ตัว (แต่ก็ยังไม่มีการวิจัยที่ตีพิมพ์ออกมายืนยันชัดเจน)

4. พนักงานด้านสาธารณสุข  เราหมายถึงพยาบาลและนักบำบัด นอกจากเวลางานที่กำหนดไม่ได้ พวกเขาต้องเจอกับภาพของความเจ็บป่วย ความตาย ไหนยังจะต้องจัดการกับสภาพอารมณ์ของญาติของผู้ป่วยอีก

3. นักสังคมสงเคราะห์ พวก เขาอาจต้องรับฟังเรื่องราวแบบเด็กโดนทำร้าย ปัญหาครอบครัวแตกแยกเกือบ 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทั้งยังเป็นงานที่ต้องอุทิศเวลาให้กับผู้ที่ประสบปัญหาจนเกือบจะมากกว่าครอบ ครัวของตัวเอง

2. พนักงานเสิร์ฟ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าอาชีพนี้อยู่ในอันดับ 2 นอกจากต้องทำงานหลายอย่าง พวกเขายังได้รับค่าตอบแทนไม่มาก และมักต้องอดทนกับลูกค้าที่ชอบสำแดงฤทธิ์เดชเป็นประจำอีกด้วย และอันดับ 1 ได้แก่

1. บุรุษพยาบาลและพยาบาลประจำบ้าน ตลอดทั้งวันต้องง่วนอยู่กับงานดูแลเด็กๆ หรือผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทำให้เกิดความรู้สึกห่อเหี่ยว อาจขาดกำลังใจในการทำงาน เป็นสาเหตุให้เกิดอาการเครียดทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

ส่วน อันดับอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ อันดับ 6 อาชีพครู ที่กดดันจากเด็ก ผู้ปกครอง และสถาบัน อันดับ 7 เลขานุการ พนักงานลูกค้าสัมพันธ์ หรือ 'แอดมินฯ' ประจำสำนักงานทั่วไป อันดับ 8 พนักงานซ่อมบำรุง ที่ต้องแก้ไขสถานการณ์ที่ผิดพลาด อันดับ 9 เป็นที่ปรึกษาด้านการเงินและนักบัญชี ที่ต้องรับผิดชอบต่อการเงินของคนอื่น และการตลาดที่ผันผวน รวมทั้งรู้สึกผิดถ้าต้องทำให้ลูกค้าเสียโอกาสหรือเสียเงินก้อนใหญ่ และอันดับสุดท้าย พนักงานขาย ระดับความเครียดจะขึ้นๆ ลงๆ ตามแต่ค่าคอมมิชชั่นและยอดขาย

แม้ จะมีอีกหลายอาชีพที่เราไม่ได้พูดถึง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเครียดน้อยกว่าใครๆ  (และไม่แน่ใจว่าการสำรวจได้รวมเจ้าของกิจการ นักกฎหมาย และนักการเมืองไว้ด้วยหรือเปล่า!) เพราะผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าความเครียดมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยรอบตัว การแก้เครียดที่ดีที่สุดก็คือต้องสร้างสมดุลให้กับชีวิต หาก คุณกำลังรู้สึกว่าทำงานหนักเกินไปแล้ว ก็แค่ลดชั่วโมงหรือลาพักร้อนไปเที่ยวเสียบ้าง แต่หากเครียดเพราะความขัดแย้งก็ควรสะสางปัญหาให้เสร็จ ที่สำคัญการออกกำลังกายและการนั่งสมาธิเป็นครั้งคราว จะช่วยให้คุณห่างไกลจากความเครียดได้มากทีเดียว



บทความจาก GM Magazine

ยกอย่างไรไม่ให้ปวดหลัง

ยกของอย่างไรไม่ให้ปวดหลัง รูปที่ 1

ไม่มีใครปฏิเสธว่า ปวดหลังเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในคนทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้แรงแบกหาม เคลื่อนย้ายวัตุในการทำงานปัญหาปวดหลังมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตค่อนข้างสูง ถ้ามีอาการมากจะสิ้นเปลือง ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษา การป้องกันอาการปวดหลังที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงาน น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
การป้องกันอาการปวดหลังทำได้โดย การลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ได้แก่ ปัจจัยในตัวคนทำงานเอง ประกอบด้วย อายุ ความแข็งแรง ความทนทาน ความยืดหยุ่น ประสบการณ์ในการทำงาน และความเครียด ปัจจัยบางอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ บางปัจจัยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น อายุ สำหรับปัจจัยภายนอกหรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นปัจจัยที่ถูกปรับปรุงให้เหมาะสมได้ง่าย ในที่นี้จะขอเสนอวิธีการลดปัจจัยเสี่ยง โดยการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสมในการยกของหรือวัตถุ ที่เลือกการยกวัตถุเพราะเป็นกิจกรรมที่ทำบ่อยกว่า การแบก การหาม การดึงและดัน ซี่งเป็นกิจกรรมที่ทำอยู่ในสถานที่ทำงานและที่บ้าน


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังจากยกวัตถุ
ปัจจัย เสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ น้ำหนักของวัตถุที่จะยก ไม่ว่าท่านจะยกในท่าทางใด เช่น หลังตรง งอเข่า งอสะโพก หรือยกแบบก้มหลัง ถ้าวัตถุที่ยกหนักเกินกำลัง ย่อมทำให้ปวดหลังได้ทั้งสิ้น ระยะห่างของวัตถุกับลำตัวของ ผู้ยกจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่นเดียวกับน้ำหนักวัตถุ ยิ่งวัตถุอยู่ห่างจากลำตัวมากเท่าใด กล้ามเนื้อหลังจะต้องทำงานหนักมากขึ้น เพื่อที่จะดึงลำตัวไม่ให้เสียสมดุลของร่างกาย เมื่อกล้ามเนื้อหลังทำงานหนัก จะมีผลต่อแรงกดที่กระดูกและข้อต่อสันหลัง ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ นอกจากนี้การยกวัตถุที่อยู่ต่ำกว่าระดับเข่าของผู้ยก หรือวางอยู่กับพื้นจะเป็นอันตรายต่อหลังได้ เพราะผู้ยกจะต้องใช้แรงของกล้ามเนื้อมากในการยกวัตถุขึ้นเป็นระยะทางที่ยาว และต้องก้มหลังเพื่อที่จะยกของได้สะดวก มือจับหรือตำแหน่ง ยึดวัตถุที่ไม่มั่นคง จะทำให้การยกวัตถุเป็นไปด้วยความยากลำบากและควบคุมไม่ได้ และยกของได้น้ำหนักน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ อุณหภูมิที่ร้อนเกินไป ความเครียดจากการทำงานที่เร่งรีบเกินไป การขาดการพักผ่อน ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังจากการยกวัตถุได้ทั้งสิ้น วิธีการยกวัตถุที่ไม่เหมาะสม เช่น การยกแบบกระชากหรือกระตุกอย่างแรง เพื่อที่จะให้ได้น้ำหนักมากๆ หรือการยกที่มีการก้ม เอียง และบิดตัวพร้อมๆกัน มักจะทำให้ผู้ยกมีอาการบาดเจ็บของหลังได้เสมอๆ


จะลดปัจจัยเสี่ยงได้อย่างไร


    * ปรับปรุงสภาพการทำงาน

เป็น วิธีการป้องกันอาการปวดหลังได้ดีที่สุด โดยการสำรวจน้ำหนักของวัตถุ ถ้า วัตถุที่จะยกมีน้ำหนักมากเกินไป ให้ใช้วิธีแบ่งน้ำหนักเป็นหลายส่วน ถ้าแบ่งไม่ได้ให้ใช้มากกว่า ๑ คน ช่วยกันยก หรือใช้เครื่องมือช่วย ในความเห็นของผู้เขียน ไม่ควรให้น้ำหนักวัตถุเกิน ๒๕ กิโลกรัม ถ้าต้องยกมากกว่า ๔ ครั้งในเวลา ๑ นาที จัดโต๊ะหรือจุดที่จะยกวัตถุไปวางให้ใกล้ตัวมากที่สุด เพื่อที่ขณะยกวัตถุไปวาง ระยะห่างจากวัตถุและลำตัวจะสั้นที่สุด จัดหาชั้นหรือบล็อกที่มีความสูงเหนือเข่าไว้วางวัตถุที่มีน้ำหนักมาก เพื่อที่จะลดระยะทางของการยก ใช้กล่องที่มีมือจับที่มั่นคง ปัจจุบัน มีกล่องที่มีมือจับใช้บ้างแล้วในประเทศไทย ปรับปรุงสภาพการทำงานอื่นๆ เช่น ปรับอุณหภูมิของห้องให้เหมาะสม จัดตารางเวลาการทำงานไม่ให้เร่งรีบจนเกินไป และหมุนเวียนตำแหน่งเพื่อมิให้ทำงานซ้ำซาก เพื่อป้องกันอาการล้าจากการยก
    * ยกให้ถูกวิธี
- ทดสอบน้ำหนักวัตถุก่อนยก ถ้ารู้สึกว่าหนักเกินกำลังให้หาผู้ช่วย
- อย่ายกแบบกระตุกหรือกระชาก การยกแต่ละครั้งต้องควบคุมได้
- อย่าบิดหรือเอียงตัวในขณะยก
ถ้าต้องการเปลี่ยนทิศทางการยก ให้หมุนทั้งตัวโดยการทำซ้าย-ขวาหันแบบทหาร
- ขณะยกให้วัตถุอยู่ใกล้ตัวมากที่สุด เพื่อลดแรงที่กระทำต่อกระดูกสันหลัง
- ถ้ามีความรู้สึกเมื่อล้าให้พักสักครู่
- ไม่จำเป็นต้องยกแบบหลังตรง งอเข่า งอสะโพกเสมอไป ปัจจัยอื่น เช่น การยกให้ถูกวิธี และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น น้ำหนักของวัตถุมีความสำคัญกว่า
- ออกกำลังด้วยการเดิน การวิ่ง หรือการว่ายน้ำ อย่างน้อย ๑๕ นาที ๓ ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้กล้ามเนื้อของหลังมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และทนทานมากขึ้น

ยกของอย่างไรไม่ให้ปวดหลัง รูปที่ 2
ภาพจาก thaieditorial.com

จำ ไว้ว่าอย่ายกวัตถุหนักเกินกำลัง อย่ายกวัตถุหนักที่ว่างอยู่บนพื้น อย่าบิดหรือเอียงตัวขณะยก ยกวัตถุให้ชิดตัวมากที่สุด เหนื่อยหรือเมื่อยนักให้พักเสียก่อน ทำเช่นนี้ท่านจะปลอดจากอาการปวดหลังจากการยก

ปัญหาต่อมลูกหมาก

รู้ไหมครับว่า ผู้ชายเรายิ่งอายุเยอะขึ้นๆ ระดับฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนจะลดลง ขณะที่ต่อมลูกหมากจะโตขึ้น ซึ่ง ที่เคยได้ยินเรื่องโรคต่อมลูกหมากโต มันไม่ได้เกิดจากมะเร็งนะครับ อย่าเข้าใจผิด แต่ทำให้เกิดการปัสสาวะติดๆ ขัดๆ ลำบากเลยครับงานนี้ เนื่องจากต่อมลูกหมากโตจึงไปบีบท่อปัสสาวะที่มันมีรูระบายออกใกล็กับกระเพาะ ปัจสาวะ

ปัญหาต่อมลูกหมาก รูปที่ 1ปัญหาต่อมลูกหมาก รูปที่ 2

แล้วจะป้องกันกันยังไงล่ะ เท่าที่หาข้อมูลมาก็มีหลายอย่างที่น่าสนใจครับ

1 เขาบอกว่า พบกินสังกะสีมาก ถ้า กินมากไม่ดี สังกะสีตามบ้านหรือเปล่าเนี๊ยะ อันนี้คงไม่ใช่แต่คงหมายถึงในสารอาหาร เขาก็ไม่อธิบายว่ามีในไหนนะ แต่มันมาจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดนู้น เขาทำการศึกาาอยู่ 3 ปีกับผู้ชายจำนวน 455 คน พบว่าการกินสังกะสีในปริมาณ 15 มิลลิกรัมต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะต่อมลูกหมากโต ..

2 อย่าอั้นฉี่ ปวดเมื่อไหร่ อย่ารอ ถึงแม้คุณจะเคยภาคภูมิใจเวลาอั้นได้สุดๆ นานๆ แล้วรู้สึกว่า กระเพาะปัจสาวะคุณแข็งแรงมาก อันนี้ยิ่งน่ากลัวเพราะเรื่องจริงคือว่า เมื่อคุณอั้นไว้ปัสสาวะจะไหลย้อนกลับเข้าไปในต่อมลูกหมากเกิดระคายเคืองได้

ปัญหาต่อมลูกหมาก รูปที่ 3


3 ไลโคปีน มาอีกและศัพท์เทคนิค แล้วมันมายังไงไอ้โคปีน โคขุนอะไรเนี๊ยะ ปรากฎว่าไอ้สารนี้มันมีใน มะเขือเทศสุก จะช่วยที่ช่วยต้านสารอนุมูลอิสระที่ต้านโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ร้อยละ 35 อันนี้ เค้าวิจัยจากสถาบันศูนย์คามาโนสในดีทรอยต์นู้น นอกจากนี้ยังพบไลโคปีน ใน มะเขือเทศดิบ มะม่วง เกรปฟรุตสีชมพู และแตงโม

เอ้า งั้นก็กินผัก มะเขือเทศ ผลไม้กันมั่ง ลูกหมากน้อยของเราจะได้แข็งแรงใช้งานไปได้นานๆ

ปัญหาต่อมลูกหมาก รูปที่ 4

กินมะเขือเทศเพิ่มพลังน้ำเชื้อ

 

อยากหายเหงา ให้ลงอ่าง !!

อยากหายเหงา ให้ลงอ่าง !! รูปที่ 1
ภาพจาก smallideasbathroom.com

ไม่แปลก เลยที่คำว่า "อบอุ่น" จะสื่อได้ทั้งความหมายทางกายภาพและทางความรู้สึก เพราะนักวิจัยได้พบความสัมพันธ์ของการอาบน้ำอุ่นกับการคลายความเหงาในจิตใจ

ทีม วิจัยจาก Yale University ได้สำรวจกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 18-65 ปี จำนวน 400 คน โดยให้กลุ่มตัวอย่างบันทึกอารมณ์ก่อนและหลังอาบน้ำ เมื่อเอาผลมาวิเคราะห์ก็พบว่า "ยิ่งคนรู้สึกเหงาเท่าไร ก็จะยิ่งอาบน้ำนานขึ้นและอาบน้ำที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นเท่านั้น"

นอก จากนี้นักวิจัยยังทำการทดลองแยกอีกสองการทดลอง ในการทดลองหนึ่งนักวิจัยแจกกระเป๋าน้ำร้อนกับน้ำเย็นให้กลุ่มตัวอย่างไปกอด จากนั้นก็ให้ตอบแบบสอบถามว่ารู้สึกเหงามากน้อยเท่าไร ส่วนในอีกการทดลองหนึ่งนักวิจัยให้กลุ่มตัวอย่างมานั่งรำลึกอดีตช่วงที่ ว้าเหว่ที่สุดในชีวิต จากนั้นก็แจกกระเป๋าน้ำร้อนกับน้ำเย็นให้ไปกอดแล้วบันทึกอารมณ์เหงาเหมือน การทดลองแรก

ผลการทดลองสรุปได้ว่า ความอบอุ่นจากกระเป๋าน้ำร้อนช่วยบรรเทาความรู้สึกเหงาในจิตใจได้ ไม่ว่าจะมีความรู้สึกเหงามากน้อยเท่าใด หากได้กอดกระเป๋าน้ำร้อนอุ่นๆ ความรู้สึกซึมเศร้าเหงาหงอยก็จะบรรเทาลง

นักวิทยาศาสตร์ สันนิษฐานว่าความอบอุ่นทางร่างกายและความรู้สึกอบอุ่นในใจน่าจะมีความ สัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง และเป็นความสัมพันธ์ที่มนุษย์ทุกคนมีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่คนที่รู้สึกเหงาจะโหยหาการอาบน้ำอุ่นๆ ให้สบายกายสบายใจ

จำไว้นะครับ นักวิทยาศาสตร์บอกว่า "อยากหายเหงา ก็ให้ลงอ่าง"



อยากหายเหงา ให้ลงอ่าง !! รูปที่ 2
ภาพจาก hotreadsports.com

ความเชื่อที่คุณคิดกันมานานว่า สิ่งนี้ควรทำ หรือ สิ่งนี้ไม่ควรทำ

มเชื่อที่คุณคิดกันมานานว่า สิ่งนี้ควรทำ หรือ สิ่งนี้ไม่ควรทำ
5 ความเชื่อเรื่องสุขภาพที่คิดมานานว่า จริง และ ไม่จริง : ตอนที่ 2 รูปที่ 1 

1.ถ้าผิวมันอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์
2.ยิ่งบีบสิวยิ่งทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง
3.ผู้ชายไม่จำเป็นต้องใช้ลิปบาล์ม
4.การดื่มกาแฟมากๆ จะส่งผลเสียต่อผิว
5.ความเครียดและการลดน้ำหนักแบบผิดๆ เป็นสาเหตุหนึ่งของสิว

ทีนี่เรามาดูกันว่า เรื่องไหนที่ จริง และ ไม่จริง กันบ้าง

5 ความเชื่อเรื่องสุขภาพที่คิดมานานว่า จริง และ ไม่จริง : ตอนที่ 1 รูปที่ 2ถ้าผิวมันอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์ ไม่จริง
คน ที่ผิวมัน มักคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องประโคมมอยส์เจอไรเซอร์เช่นเดียวกับคนผิวแห้ง แต่คุณคงลืมไปว่าส่วนผสมสำคัญในมอยส์เจอไรเซอร์ อาทิ วิตามินซี หรือ ไฮยาลูโรนิคแอซิด ในมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อบางเบามีประโยชน์ต่อผิวไม่น้อยเช่นกัน ฉะนั้นเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์สูตรบางเบา หรือทออยล์ฟรีจะให้ผลดีกับผิวคุณ


5 ความเชื่อเรื่องสุขภาพที่คิดมานานว่า จริง และ ไม่จริง : ตอนที่ 1 รูปที่ 6ยิ่งบีบสิวยิ่งทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง จริง
แบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของสิวที่ชื่อ P.acnes นั้นมีคุณสมบัติในการกระจายตัวที่ไวมาก แล้วแทนที่ปัญหาจะจบกลายเป็นการสร้างปัญหาเรื้อรังอันใหม่ ทางที่ดีถ้าคุณจำเป็นต้องบีบหัวสิวให้รีบทำความสะอาดบริเวณนั้นด้วย แอลกอฮอล์ จากนั้นล้างหน้าด้วยเจลสูตรอ่อนโยนจะช่วยลดปัญหาได้ระดับหนึ่ง

5 ความเชื่อเรื่องสุขภาพที่คิดมานานว่า จริง และ ไม่จริง : ตอนที่ 1 รูปที่ 2ผู้ชายไม่จำเป็นต้องใช้ลิปบาล์ม ไม่จริง
ริม ฝีปากไม่ได้มีต่อมสำหรับสร้างน้ำมันเหมือนส่วนอื่นๆ นั่นเป็นที่มาว่าทำไมหนุ่มๆ หลายท่ายจึงปากแห้งบ่อยๆมาก ลองหาลิปบาล์มที่ไร้สี หรือที่มีส่วนผสมของลาโนลินซึ่งช่วยมอบความชุ่มชื้นได้ดี โดยไม่ทำให้ปากของคุณดูเยิ้มจนดูสาวแตก

5 ความเชื่อเรื่องสุขภาพที่คิดมานานว่า จริง และ ไม่จริง : ตอนที่ 1 รูปที่ 2การดื่มกาแฟมากๆ จะส่งผลเสียต่อผิว ไม่จริง
ถ้า กาแฟมันแย่อย่างนั้นจริงๆ คงไม่มีเครื่องสำอางแบรนด์ใดนำมาใช้เป็นส่วนผสมอย่างแน่นอน แต่ทุกวันนี้เรายังเห็นเครื่องสำอางสูตรผสมกาแฟอยู่เลย เพราะกาแฟมีสารแอนตี้อ็อกซิแดนท์อยู่ การดื่มในปริมาณที่พอเหมาะกับร่างการจะช่วยให้เราสดชื่น และส่งผลดีต่อผิวทางอ้อมด้วย


5 ความเชื่อเรื่องสุขภาพที่คิดมานานว่า จริง และ ไม่จริง : ตอนที่ 1 รูปที่ 6ความเครียดและการลดน้ำหนักแบบผิดๆ เป็นสาเหตุหนึ่งของสิว จริง
ทั้ง สองอย่างไม่ได้ส่งผลทางตรง แต่ให้ผลข้างเคียงอันนำไปสู่การเกิดสิว ความเครียดนั้นกระตุ้นต่อมหมวกไตให้ผลิตนเมันส่วนเกินมามากกว่าปกติ ส่วนการลดน้ำหนักแบบผิดๆ จะส่งผลให้ผิวหนังเกิดความไวต่อการติดเชื้อแบคทีเรียบางตัวที่ทำให้เกิดสิว ได้ ตรงข้ามการลดน้ำหนักที่ถูกวิธี อาทิ การลดปริมาณอาหาร แต่ทานครบทุกมื้อ การออกกำลังกาย จะช่วยเติมเต็มสารอาหารที่ครบถ้วนแก่ผิว และยังสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีต่อร่างกาย