แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความดีดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความดีดี แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

7 วิธีดูแลรถยนต์คู่ใจ

7 วิธีดูแลรถยนต์คู่ใจ

7 วิธีดูแลรถยนต์คู่ใจ

รถยนต์ โดยเฉพาะรถเก๋ง ไม่รวมรถ 4x4,รถบรรทุก ฯลฯ เมื่อซื้อหรือได้มาแล้ว ต้องใช้งานให้ตรงตามจุดประสงค์ มิฉะนั้นจะได้ผลตอบแทนด้านลบ ถ้าเป็นรถก็จะเสียเร็ว สภาพเสื่อมโทรม เสียบ่อย สิ้นเปลื้องค่าซ่อมแซม ค่าอะไหล่ บางครั้งอาจเป็นอันตรายต่อตัวเรา ต่อไปนี้จะเป้น 7 วิธีการใช้งานของรถหลายรูปแบบตามสภาพมาให้ระมัดระวังกัน


1.อย่าลุยน้ำลึก รถไม่ใช่เรือครับ ชิ้นส่วนหลายๆอย่างของรถเปียกน้ำได้แต่แช่น้ำไม่ได้ เช่น ลูกปืนเพลาขับ ลูกปืนล้อ กลไกของระบบเบรค ถ้าเอาไปลุยน้ำลึกๆหรือจอดแช่น้ำนานๆ อายุมันอาจสั้นลงเหลือไม่ถึงครึ่ง บางส่วนอาจชำรุดภายในไม่กี่วัน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยง

2.เอาไปลุยหลุมบ่อโดยไม่ยั้ง ความจริงอาจจะไม่ได้เจตนาเอาไปลุยเพียงแต่ว่าไม่ได้ระมัดระวัง อีกอย่างกฏหมายบ้านเรายังไม่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใช้รถไม่สามารถเอาผิดต่อผู้ที่รับผิดชอบสภาพผิวถนนได้เหมือนประเทศที่เจริญแล้ว ดังนั้นเวลาขับควรมีสมาธิและสังเกตผิวถนน พบหลุมหรือโหนกก็ควรหลีกเลี่ยง ชะลอความเร็วหรือเบรคทันทีก็ต้องทำครับ แต่ต้องคำนึงถึงรถคันหลังที่ตามมาด้วย และอย่าลืมว่าเขาไม่ได้สร้างรถมาสำหรับตกหลุมลึกหรือหลุมที่มีขอบคมเป็ยบั้งแบบในบ้านเรานะครับ ทั้งยางและล้ออาจจะชำรุด โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยางซีรีย์ต่ำแก้มบาง ลูกหมากจะมีอายุสั้นลง ระบบบังคับเลี้ยวก็ไม่ทนทานถ้าใช้งานอย่างที่ผมว่ามาเราไม่มีสิทธิ์ไปโทษผู้ผลิตว่าสร้างรถมาไม่ทนทานนะครับ

3.จอดแตกแดดทั้งวันเป็นประจำ แค่วันทำงานจันทร์ถึงศุกร์ก็แย่แล้วครับ เพราะแสงแดดในประเทศเรามีพิษสงร้ายกาจมาก ควรหาทางหลีกเลี่ยง เช่น หาเงาจากร่มไม้หรือตัวอาคารบัง ให้โดนเฉพาะช่วงเช้าหรือช่วงบ่าย ก็ลดภาระของสีที่พ่นตัวถังไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะสีเมทัลลิค ถ้าคุณภาพไม่สูงจะเสื่อมสภาพด้านและแตกระแหงในเวลาไม่กี่ปี ชิ้นส่วนภายในรถก็เช่นกัน แผงหน้าปัดด้านบนเป็นส่วนที่รับภาระหนักที่สุด ควรหาผ้าหรือกระดาษบังแสงแดดไว้ ปิดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ถ้าเป็นรถที่ไม่เสี่ยงต่อการถูกโขมยควนแง้มกระจกขนาดเอานิ้วก้อยสอดได้ไว้ทุกบานเพื่อให้อากาศถ่ายเท

4.เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย บางคนไม่ยอมเข้าศูนย์บริการนิยมซ่อมตามอู่ข้างถนนหรือซอกซอยเพราะถูก และหลงใหลกับคำพูดโอ้อวดของช่างทำนองว่า "ซ่อมมานานจนหลับตาทำได้แล้ว" ผมบอกได้เลยว่ารถสมัยนี้ขนาดช่างตามศูนย์บริการที่ได้รับการอบรมเป็นขั้นตอนเฉพาะรุ่น ยังไม่เข้าใจระบบการทำงานหลายๆอย่างใรตัวรถอย่างถ่องแท้เลยครับ ผลสุดท้ายก็ต้องซมซานมาเข้าศูนย์บริการเสียเงินอีกรอบอย่างนี้คงไม่ดีแน่

5.ไม่เข้าศูนย์บริการตามกำหนด คือเข้าเฉพาะเมื่อรถเสียหรือเริ่มมีอาการ บางรายบอกว่าขับอยู่ดีๆได้ทุกวัน พอเข้าศูนย์บริการตามกำหนด มีเรื่องให้เปลี่ยนทุกที ไม่ใช่เขาโกงนะครับ (ที่โกงจริงก็มีบางแห่งเหมือนกัน) ช่างเค้าตรวจพบก่อนที่มันจะสำแดงอาการ เช่น พบว่าสายพานมีแผลหรือท่อน้ำเริ่มปริ ฯลฯ ก็คิดเสียว่าดีกว่าไปเสียกลางถนนนะครับ

6.ซื้อรถมาจอด กลัวมันโทรม ลืมไปว่าเป็นเป็นเพียงอุปกรณ์ใช้งานอย่างหนึ่ง ข้อสำคัญคือแม้จะจอดเฉยๆ มูลค่าของมันก็ลดลงทุกวัน (เพราะมันไม่ใช่รถคลาสสิครุ่นพิเศษที่จะเพิ่มค่าตามอายุ)สรปแล้วถ้าคิดจะซื้อมาใช้มีทางเดียวที่ถูกต้องครับคือใช้ให้คุ้มกับเงินที่เสียไป

7.จอดนาน(คนละข้อกับข้อ6นะครับ) ประเภทเป็นหนึ่งในรถหลายคัน ที่เจ้าของมีอยู่และเบื่อแล้ว การจอดรถทิ้งไว้นานๆโดยไม่ใช้งานเลยให้โทษแก่รถมากมาย กลไลเบรคจะติดขัด โครงสร้างยางส่วนที่กดติดกับพื้นจะบิดจนไม่สามารถคลายตัวได้ ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์จะมีไอน้ำเกาะและขึ้นสนิม แบตเตอรี่จะเสื่อมสภาพ ฯลฯ วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องคือเข็นรถเปลี่ยนตำแหน่งทุกๆสัปดาห์ หรือใช้งานสักอาทิตย์ละวันและควรใช้งานเกิน 30 นาทีด้วย เครื่องยนต์ถึงจะร้อนได้ทั่วถึง ไอน้ำในหม้อพักไอเสียจึงจะระเหยแห้งไปได้

12 เรื่องต้องรู้ในการดูแลรถยนต์

12 เรื่องต้องรู้ในการดูแลรถยนต์

12 วิธีที่จะช่วยให้คุณดูแลรถยนต์ที่คุณรักให้อยู่กับคุณนานๆ


1. เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก ๆ 5,000 กิโลเมตร ถึงแม้ในคู่มือจะระบุไว้มากกว่านี้ ส่วนไส้กรองน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร

2. ตรวจดูระดับน้ำในหม้อน้ำบ่อย ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

3. ตรวจดูลมยางให้ได้ความดันตามที่กำหนดในคู่มือ ตรวจดูบ่อยตามความจำเป็นในการเดินทางไกลหรือการบรรทุกน้ำหนัก ซึ่งจะกำหนดว่าน้ำหนักเท่าไรควรเติมความดันเท่าไร

4. เปลี่ยนหัวเทียนทุก ๆ 15,000-20,000 กิโลเมตร

5. ตรวจดูไส้กรองอากาศว่าสะอาดดีหรือเปล่า มีรูหรือไม่ เพราะถ้ามีรู แม้เท่าปลายดินสอ แล้วขับรถยนต์ไปในที่ที่มีฝุ่นมาก ๆ ฝุ่นจะเข้าไปทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่ากำหนด

6. ตรวจดูมาตรวัดต่าง ๆ ที่จำเป็น ว่ายังใช้งานได้ดีหรือไม่ เพราะสามารถบอกความผิดปกติของรถยนต์ได้เป็นอย่างดี

7. ตรวจดูน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ได้จากด้านข้างของหม้อแบตเตอรี่ โดยจะมีขีดกำหนดอยู่ 2 ขีดคือ ขีดบนและขีดล่าง อย่าให้ระดับน้ำกลั่นต่ำกว่าขีดล่าง เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสียได้ และอย่าเติมเกินกว่าขีดบน

8. สังเกตเสียงที่เกิดขึ้นขณะใช้งาน เพราะจะเป็นตัวบอกเหตุให้เราได้รู้ว่ามีสิ่งใดในรถยนต์ของเราเกิดความเสียหาย ก่อนที่จะเสียมากขึ้น

9. สังเกตพื้นที่จอดรถยนต์ว่ามีน้ำหรือน้ำมันเครื่องหยดลงมาเลอะพื้นหรือไม่ ดูด้วยว่าหยดลงในตำแหน่งใด เพราะจะบอกเราได้ว่าส่วนใดของรถที่เกิดการสึกหรอแล้วรั่วซึม

10. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้ายตามที่คู่มือกำหนดไว้

11. ตรวจดูน้ำมันเบรกที่อยู่ในกระป๋องว่ายุบเร็วกว่าปกติหรือไม่ หากยุบเร็ว อาจเกิดการรั่วซึมที่ใดก็ได้

12. ตรวจดูระบบไฟในรถยนต์ว่ายังใช้การได้ดีอยู่หรือไม่

สีรถยนต์บอกนิสัย

สีรถยนต์บอกนิสัย

สีรถยนต์ที่คุณชอบเป็นพิเศษสามารถบอกถึงบุคลิก อุปนิสัยของคุณได้ ไม่เชื่อต้องลองพิสูจน์ดูว่าจริงหรือไม่


สีดำ เป็นคนใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น มีความอดทน ความพยายาม ใจคอหนักแน่น มั่นคน ชอบให้โอกาศคน

สีแดง เป็นคนที่กล้าได้กล้าเสีย ใจร้อนโผงผาง ชอบการพนัน ผจญภัย มีความเชื่อมั่นในตนเอง

สีขาว คนที่ชอบรถสีนี้ เป็นคนที่มีจิตใจดี อ่อนโยน ชอบช่วยเหลือเด็ก สตรีและคนชรา ไม่เห็นแก่ตัว แต่เป็นคนที่ไม่ยอมรับสิ่งต่างๆรอบตัว

สีน้ำเงิน เป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงความเฉลียวฉลาดให้ใครเห็น นอกจากจะได้คลุกคลีด้วย ซื่อสัตย์ รักสงบ ชอบอยู่บ้าน เป็นคนที่รักเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของตนอย่างมาก

สีทอง คนที่ชอบรถสีนี้ เป็นคนที่ขยันขันแข็ง เอาการเอางานจนตัวเป็นเกลียว รักความสบาย ไปไหนมาไหนมีคนนับหน้าถือตา แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะแบ่งปันเงินทองที่หามาได้

สีเหลือง เป็นพวกที่ชอบศึกษา ค้นคว้าเกี่ยวกับการดำรงชีวิต เป็นพวกที่เข้าใจชีวิต ใส่ใจต่อความรู้สึกของคนรอบข้าง มีความพยายาม

สีน้ำตาล เป็นคนที่รวยอารมณ์ขัน คนที่อยู่ด้วยจะพลอยร่าเริงแจ่มใส มีชีวิตชีวาตามไปด้วย จริงใจ รักสนุก จะเป็นจุดสนใจของคนทั่วไป

สีเขียว คนที่ชอบรถสีนี้เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ชอบใกล้ชิดธรรมชาติ เป็นคนขยันขันแข็ง ชอบทำงานและพักผ่อนมากๆรักความสงบ

สีม่วง คนที่ชอบรถสีนี้จะมีความเป็นศิลปิน มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบค้นคิดสิ่งแปลกใหม่ แหวกแนว จนบางครั้ง คนใกล้ชิดของคุณอาจหาว่าคุณเพี้ยน ๆ ก็ได้นะ

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1
มารู้จักประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 กันครับ การทำประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 เป็นการคุ้มครองตัวรถยนต์และผู้เอาประกันอย่างสูงสุด บริษัทผู้รับประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อตัวผู้เอาประกันและคู่กรณี รถยนต์และทรัพย์สินของผู้เอาประกันและคู่กรณีทั้งหมด โดยไม่คำนึงถึงว่าฝ่ายใดเป็นผู้กระทำความผิด ประกันภัยรถยนต์ประเภทนี้เหมาะสมสำหรับรถยนต์จดทะเบียนใหม่ทุกประเภท และรถที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว (ซึ่งเงื่อนไขการรับประกันอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้รับประกันแต่ละแห่ง) และเนื่องจากอัตราเบี้ยสำหรับประกันภัยประเภทนี้มีความหลากหลาย ผู้ที่ต้องการทำประกันภัยประเภทนี้ควรศึกษา เงื่อนไขและส่วนลดต่างๆ เพื่อให้ได้เบี้ยประกันในอัตราที่ต่ำที่สุด
ความคุ้มครอง
ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร (คู่กรณี)
ซ่อมรถของผู้เอาประกัน
คุ้มครองชีวิตผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
รถยนต์และทรัพย์สินของคู่กรณี
คุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหาย
รักษาพยาบาลผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
คุ้มครองกรณีรถยนต์เกิดไฟไหม้
วงเงินประกันตัว (สำหรับผู้ขับขี่)

กลุ่มรถยนต์ที่เหมาะสมสำหรับประกันภัยประเภทนี้
รถยนต์จดทะเบียนใหม่ทุกประเภท และรถที่มีอายุการใช้งานไม่เกิน 15 ปี สำหรับรถเก๋ง อายุการใช้งานไม่เกิน 12 ปี สำหรับรถกระบะ (สำหรับรถที่ผลิตภายในประเทศเท่านั้น สำหรับกลุ่มรถนำเข้าขึ้นอยู่กับเกณฑ์การพิจารณาของบริษัทประกันภัยแต่ละแห่ง)

อัตราเบี้ยประกันภัย
อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ประเภท 1 ถูกกำหนดด้วยปัจจัยหลายประการ เช่น กลุ่มของรถ ประเภทการใช้งาน อายุของตัวรถ ผู้ขับขี่ และทุนเอาประกัน เป็นต้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้อัตราเบี้ยประกันภัยมีความหลากหลาย แต่ปัจจุบันมีเบี้ยประกันภัยแบบแพกเกจที่บริษัทประกันภัยได้จัดทำ เพื่อให้การคำนวณเบี้ยประกันภัยมีความสะดวกมากขึ้น อัตราเริ่มต้นต่ำกว่า 10,000 บาท และอัตราเบี้ยจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตามที่บริษัทประกันภัยกำหนดไว้ในแต่ละแพกเกจ ในกรณีที่ผู้ต้องการทำประกันต้องการทราบเบี้ยประกันนอกเหนือจากนี้ต้องใช้วิธี สอบถามเบี้ยประกัน ในระบบปกติ อัตราเบี้ยประกันภัยประเภท 1 แบบแพคเกจที่ปรากฎในเว็บไซต์ของทูเดย์อินชัวร์ และจากใบเสนอราคาทุกรายการจะได้รับส่วนลดพิเศษ สูงสุด 16% สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อตรงกับเรา

เอกสารประกอบการขอทำประกันภัย
รถยนต์ที่ต้องการทำประกันภัยประเภท 1 จะต้องใช้เอกสารเพื่อทำสัญญาดังต่อไปนี้
- สำเนารายการจดทะเบียนรถยนต์
- สำเนากรมธรรม์เดิม (ใช้ประกอบการพิจารณาส่วนลด)
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้เอาประกัน (กรณีต้องการเปลี่ยผู้ดูแลการต่ออายุกรมธรรม์ หรือ ชื่อผู้เอาประกันไม่ตรงกับรายการจดทะเบียน)
- สำเนาใบขับขี่ (ของผู้ขับขี่ที่ต้องการระบุในการแจ้งทำประกัน)
- เอกสารใบแจ้งต่ออายุกรมธรรม์ (ถ้ามี)
- สำเนาเอกสารซื้อขายรถ (กรณีรถจดทะเบียนใหม่ หรือรถเปลี่ยนมือ)

เงื่อนไขส่วนลดต่างๆ
รถยนต์ที่ทำประกันภัยประเภท 1 จะได้รับสิทธิส่วนลดจากบริษัทประกันภัยดังต่อไปนี้
- ส่วนลดประวัติดี สูงสุด 50%
- ส่วนลดจากการระบุผู้ขับขี่ สูงสุด 20%
- ส่วนลดจากการระบุค่าเสียหายส่วนแรก สูงสุด 5,000 บาท
- ส่วนลดประกันภัยกลุ่ม ตั้งแต่ 10% ขึ้นไป
- ส่วนลดอื่นๆ (ตามเงื่อนไขของบริษัทประกันภัย)

ขับรถทางไกลต้องเตรียมตัวอย่างไร

ขับรถทางไกลต้องเตรียมตัวอย่างไร

หากคุยกันถึงเรื่องการขับรถทางไกล ๆ แล้วมีคนสงสับว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไรกันบ้างเพื่อให้การเดินทางปลอดภัยราบรื่น หลัก ๆ ก็คงจะหนีไม่พ้น เตรียมรถ(พาหนะ) เตรียมคม (ขับรถ)ถนนหนทางสมัยนี้ค่อนข้างกว้างขวางสะดวกสบาย ใครที่มีรถยนต์เป็นของตนเองก็คงไม่พ้นอยากจะหาโอกาสว่าง ๆ หรือวันหยุดตามเทศกาลต่าง ๆ ที่ติด ๆ กันหลาย ๆ วันขับรถเดินทางไปเที่ยวตามต่างจังหวัดทั้งไกลและใกล้กันบ้างแหละน่า 

แต่ก่อนจะเดินทางเราควรจะสำรวจตรวจตรากันก่อนดีไหมครับว่าทำอย่างไรเราจึงจะเดินทางขับรถกันไกล ๆ โดยไม่มีอุปสรรคขัดข้องอันใดมาทำให้เสียฤกษ์เสียอารมณ์ (หรือบางครั้งอาจถึงเสียชีวิตและเลือดเนื้อ) ก็อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าโดยหลักใหญ่ ๆ ก็หนีไม่พ้นการเตรียมพร้อมทั้งคนและรถนั่นเอง


การเตรียมพร้อมของคน (ขับรถ) ที่สำคัญ ๆ ก็คือ

เตรียมพร้อมเรียนรู้เส้นทางที่กำลังจะเดินทางไป การเรียนรู้เส้นทางจะช่วยให้การเดินทางสะดวกและรวดเร็วขึ้น อาจไม่ต้องถึงกับรู้ทะลุปรุโปร่ง แต่อย่างน้อยควรจะรู้ว่าหากเดินทางไปทางเหนือควรจะออกนอกเมืองทางด้านไหน ขับไปบนถนนสายอะไร และจะต้องผ่านจังหวัดอะไรกันบ้าง การเรียนรู้เส้นทางนี้ก็ง่ายนิดเดียว หาแผนที่ของกรมทางหลวงฉบับปีปัจจุบันมากางดูสักหน่อย หรืออาจจะสอบถามจากเพื่อนฝูงที่เคยเดินทางไปในเส้นทางนั้น ๆ มาแล้ว (ยิ่งถ้าเพิ่งจะเดินทางสด ๆ ร้อน ๆ เลยยิ่งดีใหญ่ เพราะจะทำให้เราทราบถึงสภาพเส้นทางและถนนในปัจจุบันด้วย) เช่น ควรใช้เส้นทางใดจะสะดวกหรือปลอดภัยกว่า มีทางชำรุดตรงไหนบ้างหรือไม่ เหล่านี้เป็นรายละเอียดที่สำคัญสำหรับการเดินทางขับรถไปในที่ไกล ๆ ทั้งนั้นแหละ

การเตรียมพร้อมทางสภาพร่างกายของผู้ทำหน้าที่ขับรถก็เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ไม่ว่าเส้นทางจะไกลหรือใกล้เพียงใดการขับรถเป็นเวลานาน ๆ ร่างกายจะต้องได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ไม่ใช่ว่าจะเดินทางวันจันทร์ คืนวันอาทิตย์ยังเมาแอ๋ออยู่แถว ๆ RCA เลย ถ้าเป็นแบบนี้คงต้องสงสัยไว้ก่อนแหละว่าหนังสือพิมพ์วันจันทร์คงจะมีรูปนายคนนั้นอยู่เป็นที่แน่นอนแล้ว (ตรงนี้อยากให้ทุก ๆ ท่านพึงสังวรณ์ว่าหากสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์พร้อมแล้วมาขับรถยนต์ (ไม่ว่าจะไกลหรือใกล้) ก็เท่ากับว่าเตรียมใจที่จะตายไปกว่าครึ่งแล้วและอาจเตรียมเผื่อคนรอบ ๆ ข้างอีกสักที่สองที่หรือเป็นสิบที่ก็ไม่แปลก) นอกจากนี้ แม่จะไม่เมาไม่ง่วงก็ต้องมีร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยเจ็บเป็นไข้หวัด หรือเป็นโรคปัจจุบันทันด่วน เช่น โรคหัวใจ หรือโรคลมต่าง ๆ ไม่มีอาการปวดศีรษะ สรุปว่าร่างกายต้องแข็งแรง สายตาต้องแจ่มใส (สั้นไม่เป็นไร) ทั้งนี้การขับรถทางไกลจะทำให้ร่างกายเกิดความเครียดและเมื่อยล้ามากบ้างน้อยบ้างตามแต่สถานการณ์ ที่ป่วยอยู่หรือใกล้จะป่วยอาจจะมา “ออกอาการ” เอายามนั้นก็ได้

อีกอย่างที่ต้องห้ามขาดคือ สุรายาดองของมึนเมาและสิ่งเสพติดทั้งหลาย อย่าได้ริเป็นอันขาดไม่ว่ากรณีได ๆ ถ้าท่านจะต้องขับรถ ไม่ว่าเจ้าสุราแก้วนั้นใครจะเป็นคนซื้อมาให้กินก็ขอให้ปฎิเสธไว้ก่อน เพราะผู้มีพระคุณท่านนั้นกำลังหยิบยื่นความฉิบหายมาให้ทั้งเราและผู้โดยสานในรถรวมทั้งคนในรถคันอื่น ๆ คิดดูดี ๆ คนเมาน่ะแม้จะเกินยังเดินเองไม่ไหว แล้วให้ไปขับรถที่มันมีความเร็วสูงกว่าเดิมตั้งเยอะ อย่างนี้ไม่ตายก็คงเลี้ยงไม่โต ถ้ายังอยากจะไปเที่ยวกันให้สนุกและกลับมาใช้ชีวิตต่ออย่างปลอดภัยล่ะ ก้อ เชื่อข้าน้อยเถอะ

นอกจากการเตรียมตัวที่ดีแล้ว การขับรถที่ดีก็เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง (จะเป็นจะตายก็อยู่ตรงนี้ด้วยเหมือนกัน) อย่าใช้ความเร็วสูงมากรวมทั้งไม่ควรขับอยู่เลนขวาตลอดเพราะอาจจะมีรุที่วิ่งเร็วกว่าเราตามมา ที่สำคัญอาจโดนจับความเร็วหรือข้อหาวิ่นในเลนขวาเพราะเลนขวาของทางหลวงเขามีไว้สำหรับแซง อย่างไปถึงเต็ว ๆ ก็ออกเดินทางเร็ว ๆ เผื่อเวลาไว้สำหรับเจอรถติดหรืออุปสรรคต่าง ๆ รวมทั้งเวลาที่จะหยุดพักกินข้าวกินน้ำ เติมน้ำมันด้วย หากไม่เผือเวลาไว้ก็อาจจะต้องใช้ความเร็วสูงซึ่งอาจจะเกิดอุบัติเหตุแล้วยังเป็นการสะสมความเครียดให้กับทุกชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ด้วย นอกจากนี้ไม่ควรขับจี้ติดท้ายรถคันหน้ามากเกินไป ควรทิ้งระยะไว้บ้างเพื่อให้ทัศนวิสัยกว้างขั้น และสามารถตัดสินใจได้ทันทีเมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อีกอย่างที่พึงคิดไว้บ่อย ๆ คือแม้จะเป็นเลนของเราแต่ถ้ามีรถเร็วกว่าต้องการแซงควรเปิดทางให้ ยิ่งถ้าเป็นรถในเลนสวนทางที่ห้อตะบึงมา หลบได้ขอให้หลบหลีกได้ก็ขอให้หลีก อย่ามัวคิดว่าเลนข้าใครอย่าแตะ อาจจะเหลือเป็นห่อ ๆ กลับบ้านก็ได้

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างมากที่สุดอีกอย่างคือปฏิบัติตามกฏจราจรอย่างเคร่งครัด มีผู้ขับรถเป็นจำนวนมากที่ปฏิบัติตามกฏจราจร (จล) อย่างเคร่งครัดเสียเหลือเกินเลยทำให้เกิดความวุ่นวายกับผู้คนอื่น ๆ ที่เขาร่วมใช้รถใช้ถนนกับท่านเหล่านั้นเป็นประจำ ตัวอย่างเช่น

คนขับรถช้ากว่าคันอื่น (ไม่กลัวเต่ากัดล้อ) แต่ขอโทษทีเถอะ วิ่งอยู่เลนขวาสุดของถนนเลยแหละ

บางคนดูป้ายและสัญญาณกันไม่เป็น อ่านไม่ออกแปลไม่ได้ว่าเขาตั้งใจจะบอกว่าอะไรหรือห้ามอะไรหรือจะแนะนำอะไร (สันนิษฐานได้ว่าใบขับขี่นี้ไปซื้อมา) ตรงที่เขาห้างเลี้ยวหรือกลับรถเสียออกหน้าออกตา บางท่านตาบอดสีเห็นไฟแดงเป็นไฟเขียวเห็นไฟเหลืองก็เป็นไฟเขียว (อีกเหมือนกัน) แบบนี้ถ้าขับรถในเมืองอาจแค่บาดเจ็บหรือรถยับเยินนิดหน่อยแต่ถ้าเป็นทางต่างจังหวัด ขอโทษทีอาจจะดูไม่ออกว่าเป็นซากรถอะไร

นอกจากนี้ถ้าสังเกตป้ายข้างทางจะมีบอกไว้เมื่อวิ่งผ่านเขตชุมชนหรือเขตโรงรียน ขอให้ลดความเร็วลงด้วย แต่บางท่านคงเป็นลูกครึ่งอ่านภาษาไทยไม่ค่อยออกก็เลยยิ่งกดคันเร่งเพิ่มความเร็วเข้าไปอีก (ให้มันรู้กันไปเลย) และยังมีอีกหลาย ๆ ตัวอย่างซึ่งถ้าจะให้เขียนทั้งหมดคงต้องใช้เวลาเป็นปีกับกระดาษอีกเยอะแยะ จึงอยากจะสรุปสำหรับประเด็นนี้ว่า จงเคารพกฏจราจร (ไม่ใช่เคารพกฏจลาจล) ก็จะก่อให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทางไปในทุกที่และทุกเวลา

ขับรถตอนน้ำท่วม ทำอย่างไร

ขับรถตอนน้ำท่วม ทำอย่างไร

เวลาน้ำท่วม ถ้าไม่จำเป็น ควรหลีกเลี่ยงอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะจะได้ไม่ต้องกลัวว่ารถจะดับหรือปล่าว หรือจะมีปัญหาอะไรตามมา เช่น น้ำจะเข้ารถหรือปล่าว แล้วจะเกิดผลเสียต่ออุปกรณ์อื่น ๆ หรือไม่ แต่ถ้ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราควรทำอย่างไรดีละ 


ข้อ 1 คือ ห้ามเปิดแอร์เด็ดขาด ในขณะขับรถลุยน้ำลึก หรือแม้จะน้ำตื้นก็ตาม 
เพราะ สาเหตุที่รถดับ ส่วนใหญ่เกิดจากการเปิดแอร์แล้วขับลุยน้ำ ที่ผมบอกอย่างนี้ ก็เพราะว่า เมื่อเราเปิดแอร์ พัดลมจะทำงาน และอย่าลืมสิ ว่าเรากำลังลุยน้ำลึก อย่างที่ผมเจอวันนี้ ก็คิดว่าน่าจะเกินระดับพัดลม เพราะฉะนั้น ถ้าเราขืนเปิดพัดลมละก็ สิ่งที่จะตามมา ก็คือ ใบพัดจะพัดให้น้ำกระจายไปทั่วห้องเครื่อง แล้วคุณลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น นั่นก็คือ เครื่องจะดับเอาง่าย ๆ หรือ ถ้าโชคดี หรือโชคร้าย ถ้าเครื่องไม่ดับ ใบพัดก็จะหมุน ๆ ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่า ขณะที่เราลุยน้ำ อะไรมันจะลอยมาบ้าง มันมีสารพัด ไม่ว่าจะเป็น ขยะ กิ่งไม้ ไม้หน้าสาม ถุงพลาสติก รองเท้า ... สิ่งของพวกนี้ มันมีโอกาสที่จะเข้ามาในห้องเครื่อง แล้วโดนใบพัดตัดจนใบพัดหัก ซึ่งถ้าใบพัดหัก แน่นอนว่า เราขับรถต่อไปไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะระบบระบายความร้อนจะมีปัญหา 

ข้อ 2 ควรใช้เกียร์ต่ำ สำหรับเกียร์ธรรมดา ก็ใช้ประมาณเกียร์ 2 หรือสำหรับออโต้ ก็ใช้เกียร์ L ก็ได้ครับ รวมถึงการขับขี่ที่มีความเร็วต่ำที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ และควรใช้ความเร็วสม่ำเสมอ อย่าหยุดอย่าเร่งความเร็วขึ้น 

ข้อ 3 คือ ไม่ควรเร่งเครื่องให้รอบสูง ๆ เพราะเห็นผู้ขับขี่หลาย ๆ คนมักจะเร่งเครื่องแรง ๆ เพราะอะไรรู้ไหมครับ เพราะกลัวเครื่องดับ 
เพราะกลัวน้ำเข้าท่อไอเสีย ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นความคิดที่ผิดมาก ๆ แท้ที่จริงแล้ว การเร่งเครื่อง ยิ่งทำให้รถมีความร้อนสูงขึ้น เมื่อเครื่องมีความร้อนสูงขึ้น ใบพัดระบายความร้อนก็จะทำงาน และสิ่งที่จะตามมาก็เหมือนกับข้อ 1 ไม่ต้องกลัวว่าน้ำจะเข้าท่อไอเสียครับ เพราะต่อให้น้ำจะท่วมท่อไอเสีย แล้วคุณสตาร์ทรถอยู่ที่รอบเดินเบา แรงดันที่ออกมาเพียงพอที่จะดันน้ำออกมาอย่างสบาย ๆ ต่อให้คุณจอดรถทิ้งไว้จนน้ำท่วมท่อไอเสียก็ตาม เมื่อคุณเข้าไปในรถ แล้วสตาร์ทรถ ผมกล้าพูดได้เลยทีเดียวติดแน่นอน (กรณีนี้ ที่ผมกล้าพูดว่ารถสามารถสตาร์ทติด คือ น้ำท่วม แค่ท่วมท่อไอเสียนะ ไม่ใช่ท่วมฝากระโปรงนะครับ) แต่สำหรับรถคาบู ผมเองก็ไม่แน่ใจ ว่าถ้าถึงขั้นน้ำท่วมท่อไอเสีย แล้วมันจะสตาร์ทติดหรือไม่ แต่สำหรับเครื่องหัวฉีดสบายใจได้ครับ 

4. ควรลดความเร็วลง เมื่อ กำลังจะขับรถสวนกับอีกคันที่กำลังขับมา 
เพราะไม่งั้นจะกลายเป็นคลื่นชนคลื่น อย่างที่ผมบอก ซึ่งน้ำที่ปะทะระหว่างรถของเราและรถที่วิ่งสวนมา มันก็อาจทำให้น้ำกระเด็นไปทำอันตรายต่ออุปกรณ์ภายในได้ หลังจากเราลุยน้ำลึกมา สิ่งที่ควรทำต่อ ก็คือ ข้อแรก พยายามย้ำเบรกเพื่อไล่น้ำ เพราะในช่วงแรก ๆ หลังจากการลุยน้ำลึกมา มันจะเบรกไม่อยู่ และเป็นอันตรายมาก ถ้าเราไม่ทำการย้ำเบรกเพื่อไล่น้ำออกจากระบบเบรก สำหรับเกียร์ธรรมดา ต้องมีการย้ำคลัชเช่นเดียวกับการย้ำเบรก เพราะหลังการลุยน้ำมา อาจมีปัญหาคลัชลื่น จึงต้องทำทั้งย้ำคลัชและย้ำเบรก 

5. ไม่ควรดับเครื่องทันที ถึงแม้ถึงจุดหมายก็ตาม เพราะอาจมีน้ำค้างอยู่ในหม้อพักของท่อไอเสีย ซึ่งควรสตาร์ทรถทิ้งไว้สักพัก ซึ่งจะสังเกตได้ว่า มีไอออกจากท่อไอเสีย ก็ไม่ต้องตกใจ ก็ให้สตาร์ทรถทิ้งไว้สักพัก เพื่อให้น้ำในหม้อพักมันระเหยออกไป เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้ จะทำให้เกิดน้ำค้างอยู่ในหม้อพัก สิ่งที่จะตามมาคือ มันจะผุ

หลังจากขับรถยนต์ลุยน้ำ ควรทำอย่างไร

หลังจากขับรถยนต์ลุยน้ำ ควรทำอย่างไร

หลังจากขับรถยนต์ลุยน้ำ เราควรจะทำอย่างไร 


1. ล้างรถ รวมถึง การฉีดน้ำเข้าไปในบริเวณใต้ท้องรถด้วย รวมทั้งบริเวณซุ้มล้อ เพื่อล้างพวกเศษทรายต่าง ๆ ที่มันเกาะติดอยู่ หรือบริเวณใต้ท้องรถ ซึ่งอาจมีพวกเศษขยะ เศษหญ้า ติดอยู่ ต้องเอาออกให้หมด เพราะถ้าเศษหญ้าแห้งมันติดอยู่ใต้รถ อันตรายที่จะเกิดขึ้น มันใหญ่หลวงนัก หนัก ๆ หน่อย ไฟอาจไหม้ได้ ในคู่มือยังบอกเลยครับว่า รถที่ติดตั้งตัวกรองไอเสีย หรือ (CAT) ไม่ควรจอดรถไว้บริเวณที่มีต้นหญ้าขึ้นสูง เพราะอุณหภูมิของเจ้า Catalytic Converter นั้น มันค่อนข้างสูงมาก ๆ 

2. สำรวจน้ำมันเกียร์ ว่า มันมีสีผิดปกติหรือไม่ คือ ถ้ามีลักษณะคล้ายสี ชาเย็น นั่นแสดงว่า ต้องมีน้ำเข้าไปอยู่ในระบบเกียร์อย่างแน่นอน หรือถ้าเป็นไปได้ ก็เปลี่ยนน้ำมันเกียร์มันซะเลย เพื่อความสบายใจ เพราะก้านวัดน้ำมันเกียร์นั้นอยู่ค่อนข้างต่ำ และยิ่งรถผ่านการลุยน้ำลึก ๆ มา มันก็จะท่วมตัวเจ้าก้านวัด ซึ่งเป็นไปได้ที่น้ำจะซึมเข้าไปในระบบเกียร์ และมันก็จะทำให้ระบบเกียร์พัง 

3. เช็คลูกปืนล้อ ซึ่ง พูดง่าย ๆ ว่า เจอน้ำทีไร ลูกปืนล้อมันก็จะดัง เวลาวิ่งความเร็วสูง ๆ อันนี้ทำใจไว้ได้เลย ว่าอาจต้องเปลี่ยน แต่ โดยปกติแล้ว เจ้าลูกปืนล้อมันจะพังเร็ว ก็เพราะสาเหตุที่ว่า จอดแช่น้ำมากกว่า แต่ถ้าวิ่งผ่านน้ำ โดยปกติ จะไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แต่ถ้าแช่น้ำเมื่อไหร่ละก็ เตรียมตัวเสียเงินได้เลย 

4. ตรวจสอบ พื้นพรมในรถ ว่า เปียกชื้นหรือไม่ เพราะ หลังการลุยน้ำลึกมา มีโอกาสมากที่น้ำจะซึมเข้ามาภายในห้องโดยสาร เพราะฉะนั้น ต้องเปิดผ้ายาง เปิดพรม เอามือ กดแรง ๆ ดู หรือลองเอากระดาษซับดูว่ามีน้ำอยู่หรือปล่าว ถ้ามีน้ำขังอยู่ภายในห้องโดยสาร ผมคิดว่า น่าจะถึงเวลารื้อพรมกันเลยละครับ เพื่อป้องกันปัญหาตามมา เพราะถ้าคุณไม่รื้อพรม แต่คุณอาจแค่เพียง เอาผ้าซับ ๆ ให้พื้นแห้ง แล้วจอดตากแดด จริง ๆแล้ว มันก็แห้งเหมือนกัน แต่สิ่งที่คุณไม่เห็นก็คือ สิ่งสกปรกที่มันยังค้างอยู่ในรถของคุณ ซึ่งคุณก็น่าจะรู้ว่า น้ำมันมีเชื้อโรคสารพัด แล้วเมื่อมันแห้ง มันก็จะแพร่เชื้อและเป็นเชื้อราอยู่ในพรม สิ่งที่อยากบอกต่อคือ นอกจากนี้ในรถยังมีระบบปรับอากาศที่มันจะเป็นตัวช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตของเชื้อโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แล้วมันก็จะหมุนเวียน กลับไปกลับมา อยู่ในรถของคุณ นั่นก็เป็นสาเหตุของการเกิดภูมิแพ้ เพราะคุณก็สูดเอาเชื้อโรคต่าง ๆ เข้าไปตลอดเวลา จะว่าไปแล้ว รถสมัยนี้ค่อนข้างออกแบบมาดี ลุยน้ำไม่ค่อยดับกันหรอก ถ้าทำอย่างที่ผมบอกนะครับ ผมว่า จากสายตา วันนี้ผมลุยน้ำลึกไม่น่าต่ำกว่า 50 ซม เพราะรถรุ่นใหม่ ๆ จะย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ โดยเฉพาะเจ้า ECU ไว้ในตำแหน่งที่สูง พูดง่าย ๆ ว่า อยู่ในรถกันเลยหละ รวมถึงกล่องฟิวส์ต่าง ๆ ติดตั้งไว้ในตำแหน่งที่ค่อนข้างสูง เพื่อป้องกันน้ำท่วมนี่เหละ

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+

ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+
ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 พลัส เป็นประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงประกันภัยประเภท 1 มากที่สุด โดยประกันภัยประเภทนี้จะคุ้มครองเมื่อรถหายและเมื่อเกิดไฟไหม้กับตัวรถของผู้เอาประกัน และจะรับผิดชอบทั้งผู้เอาประกันและคู่กรณีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เฉพาะเมื่อเกิดกับคู่กรณีที่เป็นยานพาหนะ และจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ประกัน ณ.ที่เกิดเหตุเท่านั้น (บริษัทประกันภัยจะไม่รับผิดชอบตัวรถหรือทรัพย์สินของผู้เอาประกันหากเป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี) บริษัทผู้รับประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อตัวผู้เอาประกันและคู่กรณี รถยนต์และทรัพย์สินของผู้เอาประกันและคู่กรณีตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งจะรับชดใช้โดยไม่คำนึงถึงว่าฝ่ายใดเป็นผู้กระทำความผิด ประกันภัยรถยนต์ประเภทนี้เหมาะสมสำหรับรถยนต์ทุกประเภท และสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองสูงแต่ไม่ต้องการชำระเบี้ยประกันภัยประเภท 1 ซึ่งมีราคาสูง

เนื่องจากประกันภัยประเภทนี้เป็นประกันภัยภาคสมัครใจ ผู้ทำประกันสามารถเลือกวงเงินความคุ้มครองได้ตามต้องการ และอัตราเบี้ยสำหรับประกันภัยขึ้นอยู่กับความคุ้มครองผู้ทำประกันเลือก (บริษัทประกันภัยจะพิจารณาทุนประกันไม่เกิน 80% ราคาประเมินของรถยนต์ที่ต้องการทำประกัน) ผู้ที่ต้องการทำประกันภัยประเภทนี้ควรศึกษาเงื่อนไขและความคุ้มครองต่างๆ อย่างถี่ถ้วน เพื่อให้ได้ความคุ้มครองตามที่ต้องการ

ความคุ้มครอง
ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร (คู่กรณี)
ซ่อมรถของผู้เอาประกัน 
คุ้มครองชีวิตผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์และทรัพย์สินของคู่กรณี
คุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหาย
รักษาพยาบาลผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
คุ้มครองกรณีรถยนต์เกิดไฟไหม้
วงเงินประกันตัว (สำหรับผู้ขับขี่)

กลุ่มรถยนต์ที่เหมาะสมสำหรับประกันภัยประเภทนี้
รถยนต์ประเภทเก๋ง กระบะบรรทุก และรถตู้โดยสารส่วนบุคคลที่ไม่ไช่รถรับจ้างหรือให้เช่า โดยมีทั้งจำกัดและไม่จำกัดอายุรถ (ขึ้นอยู่กับเกณฑ์การพิจารณาของบริษัทผู้รับประกัน) สำหรับกลุ่มรถยุโรปและรถยนต์นำเข้าขึ้นอยู่กับเกณฑ์การพิจารณาของบริษัทผู้รับประกันแต่ละแห่ง

อัตราเบี้ยประกันภัย
อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 พลัส มักจะขึ้นอยู่กับทุนเอาประกัน และส่วนลดจากการระบุค่าเสียหายส่วนแรก ดังนั้นผู้ต้องการทำประกันภัยประเภทนี้ควรพิจารณาทุนประกันให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้อัตราเบี้ยประกันสูงจนเกินไป อัตราเบี้ยประกันภัยประเภท 2 พลัส ที่ปรากฎในเว็บไซต์ของทูเดย์อินชัวร์ทุกรายการจะได้รับส่วนลดพิเศษสูงสุด 16% สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อตรงกับเรา
- ประกันภัยสำหรับรถเก๋ง ทั้งหมด 466 รายการ อัตราเบี้ยประกันภัยเริ่มต้น 6,170.00 - 15,710.00 บาท 
- ประกันภัยสำหรับรถกระบะบรรทุก ทั้งหมด 383 รายการ อัตราเบี้ยประกันภัยเริ่มต้น 6,170.00 - 16,830.00 บาท 
- ประกันภัยสำหรับรถตู้โดยสารบุคคล ทั้งหมด 337 รายการ อัตราเบี้ยประกันภัยเริ่มต้น 6,170.00 - 15,050.00 บาท 

เอกสารประกอบการขอทำประกันภัย
รถยนต์ที่ต้องการทำประกันภัยประเภท 2 พลัส จะต้องใช้เอกสารเพื่อทำสัญญาดังต่อไปนี้ 
- สำเนารายการจดทะเบียนรถยนต์
- สำเนากรมธรรม์เดิม (ใช้ประกอบการพิจารณาส่วนลด)
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้เอาประกัน (กรณีต้องการเปลี่ยผู้ดูแลสำหรับกรมธรรม์แบบต่ออายุ หรือ ชื่อผู้เอาประกันไม่ตรงกับรายการจดทะเบียน)
- เอกสารใบแจ้งต่ออายุกรมธรรม์ (ถ้ามี)
- สำเนาเอกสารซื้อขายรถ (กรณีรถจดทะเบียนใหม่ หรือรถเปลี่ยนมือ)

เงื่อนไขส่วนลดต่างๆ
รถยนต์ที่ทำประกันภัยประเภท 2 พลัส จะได้รับสิทธิส่วนลดจากบริษัทประกันภัยตามเงื่อนไขของบริษัทประกันภัย ดังต่อไปนี้ 
- ส่วนลดประวัติดี
- ส่วนลดจากการระบุค่าเสียหายส่วนแรก
- ส่วนลดประกันภัยกลุ่ม 
- ส่วนลดอื่นๆ

การดูแลสีรถยนต์

การดูแลสีรถยนต์

การดูแลสีรถยนต์


การดูแลสีรถยนต์โดยการแวกซ์รถเป็นการปกป้องพื้นผิวรถจากมลภาวะต่างๆ เราไม่จำเป็นต้องแว๊กซ์รถทุกครั้งที่เราล้างรถ เพียงปีละ 2 ครั้งก็เพียงพอ ถ้ารถเริ่มดูหมองๆ หรือน้ำไม่สามารถไหลลงที่ผิวรถเป็นหยดๆ เป็นสัญญาณว่า เราควรแวกซ์ได้แล้ว
การแวกซ์ต้องทำหลังจากการล้างรถ การแวกซ์บนพื้นผิวที่สกปรกจะขูดขีดสีรถได้ ดังนั้นล้างรถให้สะอาดและปล่อยให้แห้งสนิท ก่อนลงมือทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

สิ่งที่จำเป็น
ผ้าขนหนูสะอาด
น้ำสะอาด
แวกซ์
น้ำยาขัดเงา

ขั้นตอนที่ 1 - ขัดเงา
ขัดเงาก่อนที่จะเริ่มลงมือ เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งสกปรกจะหลุดออกไปหมด ถ้ารถคุณเป็นรุ่นปี 80 หรือหลังจากนั้น เราแนะนำให้คุณใช้สินค้าที่เป็นแบบใสมากกว่า
โดยทั่วไป ควรจะล้างรถและปล่อยให้แห้งในที่ร่ม ไม่ให้โดนแสงแดดโดยตรง เพราะความร้อนจะทำให้แวกซ์ยาก หลังจากที่เราลงน้ำยาขัดเงาแล้วเริ่มขัดเงาจากด้านบนลงล่าง (หลังคา, กระโปรงหน้า-หลัง, ด้านขวาและด้านซ้าย) น้ำมันขัดเงาอาจมีที่ขัดให้มาด้วย แต่ถ้าไม่มีใช้ผ้าขนหนูธรรมดาก็ได้ โดยให้ขัดเบาๆ และเป็นวงๆ
เมื่อเสร็จแล้ว ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีให้แห้ง แล้วใช้ผ้าสะอาดอีกผืนขัดออก

ขั้นตอนที่ 2 - ลงแวกซ์
หลังจากที่เราลงและขัดน้ำยาขัดเงาออกแล้ว ถึงเวลาที่เราจะลงแวกซ์ ใส่แวกซ์ลงผ้าสะอาดอีกผืน โดยขัดแบบเดิม เบาๆและเป็นวงๆ รอประมาณ 10 นาที จะสังเกตเห็นว่าสีของแวกซ์จะเริ่มเปลี่ยน ให้ใช้ผ้าเช็ดออกเบาๆ

ขั้นตอน 3 - ขัดสี
หลังจากนั้น ใช้ผ้าสะอาดอีกผืนออกแรงขัดให้สีรถที่เคลือบแวกซ์ใหม่ส่องประกายมากขึ้น

การดูแลรถยนต์หลังจากติดแก๊ส

การดูแลรถยนต์หลังจากติดแก๊ส

การดูแลรถยนต์หลังจากติดแก๊ส


การติดตั้งแก๊สรถยนต์ย่อมมีผลเสียต่อเครื่องยนต์อย่างแน่นอน เนื่องจาก แก๊สนั้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาใช้กับรถยนต์ดังนั้นจึงควรมีการดูแลที่ใกล้ชิดพอสมควร
1. ตรวจเช็ครอยรั่วซึมของก๊าซ ตามข้อต่อ และจุดต่างๆ ทุกเดือน โดยใช้ฟองสบู่ หรือเครื่องตรวจวัดการรั่วของก๊าซ 
2. ตรวจเช็คและทำความสะอาดไส้กรองอากาศทุกๆ 5,000 กิโลเมตรซึ่งบ่อยกว่าการตรวจเช็คเมื่อใช้น้ำมันเบนซินเพียงอย่างเดียว (ปกติ 10,000 กิโลเมตร)
3. ตรวจสอบอุปกรณ์สำหรับเติมก๊าซ ถังก๊าซตรวจ น็อตที่ยึดถังก๊าซทุกเดือน
4. ควรตรวจเช็ค และตั้งบ่าวาล์วไอเสียทุกระยะ 40,000 - 60,000 กม. เพราะบ่าวาล์วไอเสียของเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซ NGV และ LPG จะมีโอกาสสึกหรอเร็วกว่า การใช้น้ำมันเบนซิล จึงควรที่จะใช้น้ำมันเบนซินสลับกับการใช้ก๊าซ เพื่อให้น้ำมันเบนซินไปเคลือบบ่าวาล์วบ้างเพื่อให้มีอายุการใช้งานนานขึ้น
5. ห้ามดัดแปลงอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการใช้งานก๊าซที่ได้รับการติดตั้งจากศูนย์ที่ได้มาตรฐานหากมีปัญหาให้รีบติดต่อศูนย์บริการที่ติดตั้งมาทันที
6ห้ามเติมก๊าซเกินแรงดันที่กำหนดไว้ของถัง จะทำให้ถังเสื่อมคุณภาพเร็ว และอาจระเบิดได้
7. เพื่อรักษาประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ ควรใช้น้ำมันสตาร์ทเครื่องยนต์ก่อนและหลังการใช้
8. หากเกิดการรั่วไหลของก๊าซ ให้รีบหยุดรถ และดับเครื่องยนต์โดยทันที รีบปิดวาล์วที่ถังก๊าซ และห้ามทำการใดๆ ที่ทำให้เกิดประกายไฟ ตรวจดูว่าหากไม่มีการรั่วไหล เพิ่ม ให้เปลี่ยนระบบมาใช้น้ำมันสตาร์ทเครื่องแล้วรีบนำรถเข้าไปยังศูนย์บริการที่ติดตั้งโดยทันที
9. หากเกิดไฟไหม้ที่ตัวรถให้รีบดับเครื่องยนต์ปิดวาล์วที่ถังก๊าซโดยทันทีถ้าทำได้ และออกห่างจากตัวรถ หรือพยายามดับไฟที่แหล่งกำเนิด 
10. เพื่อรักษาประสิทธิภาพ และคุณภาพของชิ้นส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำมัน ควรมีน้ำ มัน ติดถังไว้อย่างน้อย 1 ส่วน 4 ถังเสมอๆ และเพื่อป้องกัน
ระบบปั๊มน้ำมันเสีย

12 วิธีประหยัดน้ำมัน

12 วิธีประหยัดน้ำมัน

12 วิธีประหยัดน้ำมัน

ในเมื่อสถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงพุ่งไม่หยุด ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนในเวลานี้คือการประหยัดน้ำมัน เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณเอง โดยวิธีง่ายๆ 12 วิธี ดังนี้

1.เติมน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม หรือก่อน 9 โมงเช้าเสมอ เพราะ อุณหภูมิเย็นน้ำมันหดตัวจะได้ปริมาณเพิ่มขึ้น 2%

2.เติมน้ำมันแค่หัวจ่ายตัดพอแล้ว เพราะ ถ้าเติมจนเต็มปรี่ ร้อนๆ น้ำมันจะขยายตัวระเหยทิ้งที่รูระบาย

3.อุ่นเครื่องซัก 1 นาทีในหน้าร้อน และ 3 นาทีในหน้าหนาว เพราะ เครื่องจะได้ไม่ใช้กำลังฉุดมากและการหล่อลื่นจะสมบูรณ์ขึ้น

4.ค่อยๆ ออกตัวเมื่อรถจอดนิ่งที่ 1-2 พันรอบ เพราะ ได้ความนิ่มนวล ประหยัด และลดการสึกหรอของเครื่อง

5.ควรใช้เกียร์สูงขึ้นเมื่อรถวิ่งได้ 2,500 รอบขึ้นไป เพราะ การลากเกียร์จะทำให้ชุดเกียร์ทำงาน จนอายุการใช้งานจะสั้น

6.เครื่อง 2.0 CC ขึ้นไปความเร็วคงที่ๆ ประหยัดคือ 110 Km/h เพราะ รักษาเสถียรภาพความเร็วทำให้กินน้ำมันน้อยที่สุดขณะรถวิ่ง

7.เครื่องต่ำกว่า 1.6 CC ความเร็วคงที่ๆ ประหยัดคือ 90 Km/h เพราะ รักษาเสถียรภาพความเร็วทำให้กินน้ำมันน้อยที่สุดขณะรถวิ่ง

8.พักรถซัก 15 นาที เมื่อขับเกิน 4 ชม. เพื่อให้ความร้อนลด เพราะ ให้น้ำมันในระบบคลายความร้อนกลับมามีคุณสมบัติที่ดีอีกครั้ง

9.เกียร์ถอยกินน้ำมันมากสุด ควรค่อยๆ ถอย ไม่ต้องเร่ง เพราะ เกียร์ถอยใช้อัตราทดและใช้แรงฉุดมากกว่าทุกเกียร์

10.ก่อนถึงปลายทางซัก 500 ม. ให้ปิดแอร์ลดภาระเครื่อง เพราะ เป่าลมไล่ความชื้นในตู้แอร์ ไล่เชื้อราที่สะสมอยู่ในความชื้นด้วย

11.เช็คลมยางให้สม่ำเสมอทุกๆ 2 อาทิตย์ เพราะ ลมยางอ่อนวิ่งได้ช้า+ขอบยางสึกมากยางหมดดอกก่อนกำหนด

12.เก็บสัมภาระหรือของหนักๆ ออกจากรถเพื่อลดน้ำหนัก เพราะ เพิ่มน้ำหนักรถทำให้รถกินน้ำมันเพิ่ม 20% ตามระยะทางที่วิ่ง

เทคนิคการเติมน้ำมัน

เทคนิคการเติมน้ำมัน

เทคนิคการเติมน้ำมัน
วิธีง่ายๆที่จะทำให้การเติมน้ำมันแต่ละครั้งคุ้มค่ามากที่สุด
1. จงเติมน้ำมันตอนเช้าขณะที่อุณหภูมิบนพื้นดินยังเย็นอยู่
อย่าลืมว่าปั๊มน้ำมันทุกแห่งมีถังน้ำมันฝั่งอยู่ใต้ดิน เมื่อพื้นดินยิ่งเย็นน้ำมันยิ่งควบแน่น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น น้ำมันก็จะขยายตัวตามดังนั้น หากเติมน้ำมันช่วงบ่ายหรือเย็น คุณจ่ายค่าน้ำมัน 1 แกลลอน แต่ได้มาไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยธุรกิจค้าน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเบนซิน ดีเซล น้ำมันสำหรับเครื่องบินเอทานอล หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่นๆ อุณหภูมิและความถ่วงจำเพาะมีบทบาทสำคัญ อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศา หมายถึงเงินมหาศาลในธุรกิจนี้ แต่ปั๊มน้ำมันไม่มีการชดเชยอุณหภูมิให้ลูกค้า 

2. ขณะเติมน้ำมัน อย่าให้เด็กปั๊มตั้งหัวฉีดอยู่ในตำแหน่งไหลเร็ว 
หากคุณสังเกต จะเห็นว่ากลไกเหนี่ยวมี 3 ระดับ คือ low, middle, และ higt เมื่อตั้งในระดับไหลช้า จะเกิดไอระเหยของน้ำมันน้อยที่สุดหากตั้งในระดับไหลเร็ว น้ำมันบางส่วนจะกลายเป็นไอระเหยและถูกสูบย้อนกลับไปยังถังใ้ต้ดิน นั่นหมายถึงคุณจ่ายเงินมากกว่าที่ควร

3. ควรเติมน้ำมันเมื่อน้ำมันในรถเหลือครึ่งถัง
เหตุผลคือ น้ำมันบรรจุในถังยิ่งมาก เนื้อที่ว่างสำหรับไอระเหยก็ยิ่งน้อยเพราะน้ำมันระเหยเป็นไอเร็วกว่าที่คุณคาดคิดในคลังเก็บน้ำมันจะมีอุปกรณ์ภายในถัง ทำหน้าที่เป็นเพดานลอยขึ้นลงตามระดับน้ำมัน ทำให้ไม่มีช่องว่างระหว่างน้ำมันกับอากาศลดไอระเหยของน้ำมันให้น้อยที่สุด รถขนส่งน้ำมันเมื่อมาบรรทุกน้ำมันจึงเติมได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ผิดกับที่ปั๊มน้ำมันซึ่งไม่มีการชดเชยอุณหภูมิ

4. อย่าเติมขณะถ่ายน้ำมันใหม่
ขณะที่คุณขับรถเข้าปั๊มถ้าเห็นรถบรรทุกกำลังถ่ายน้ำมันเข้าสู่ถังเก็บใต้ดินจงอย่ารีบร้อนเติมน้ำมันช่วงเวลานั้น เพราะตอน "ลงของ" สิ่งแปลกปลอม ซึ่งปกติตกตะกอนอยู่ใต้ถัง จะถูกปั่นป่วนจนลอยตัว หากคุณเติมน้ำมันช่วงเวลานั้น อาจมีโอกาสดูดเอาสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่รถคุณได้

ระดับน้ำขนาดไหนที่เป็นอันตรายกับรถ

ระดับน้ำขนาดไหนที่เป็นอันตรายกับรถ

ระดับน้ำขนาดไหนที่เป็นอันตรายกับรถ
การประเมินระดับน้ำท่วมนั้น นับว่า มีส่วนสำคัญมาก อาจจะเป็นเพียงทางเลือกระหว่างไปหรือไม่ ในเส้นทางดังกล่าว ซึ่งการสังเกตระดับน้ำนั้น ให้ใช้จุดอ้างอิงต่างๆที่เราสามารถสังเกตได้ เช่น รถยนต์ที่สวนทางมา เสาไฟฟ้า ต้นไม้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถือว่าเป็นตัวชี้วัดได้อย่างดี และคุณควรตัดสินใจให้ดีก่อนทำการลงน้ำ



1.ระดับน้ำ 5-10 เซนติเมตร ระดับน้ำนี้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น และไม่สามารถส่งผลต่อการเดินทางของรถ และระดับน้ำระดับนี้มักเจอเป็นประจำเมื่อพบน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งระดับนี้เป็นระดับที่ปลอดภัย สามารถผ่านได้ ทั้งรถเก๋งและรถกระบะ ไร้ปัญหา

2.ระดับน้ำ 10 - 20 เซนติเมตร ในกรณีเราเจอน้ำท่วมขังในพื้นที่มากในระดับน้ำประมาณครึ่งฟุตนี้ ถือว่ายังไม่สามารถทำอะไรรถยนต์ได้ ยังสามารถผ่านไปได้ตามปกติ ทั้งรถเก๋งและรถกระบะ โดยในส่วนของรถเก๋ง อาจจะมีปัญหาเล็กย้อย เพราะคุณอาจจะได้ยินเสียงน้ำนั้น กระเพื่อมอยู่ที่ใต้ท้องรถบ้าง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสามารถเดินเครื่องไปต่อได้เรื่อยๆ และในกรณีขับรถสวนกันก็อาจจะมีคลื่นที่สูงบ้าง แต่ไม่มากมายนัก ตรงนี้ยังปลอดภัย

3.ระดับน้ำ 20 -40 เซนติเมตร ตรงนี้รถเก๋งอาจจะเริ่มมีปัญหา เรานี่คือระดับขอบประตูรถเก๋งเกือบแทบทุกรุ่นในปัจจุบันที่มีระยะสูงจากพื้น 150-170 ม.ม. เท่านั้น ระดับที่ท่วม 3 ใน 4 ของล้อรถนั้น ส่งผลให้ท่อไอเสียนั้นจะจมนั้นอยู่เกือบตลอดเวลา แต่ก็ยังพอไปได้ถ้าทางนั้นไม่ยาวมากนัก แต่ถือว่าเริ่มเสี่ยงมาก อาจจะมีได้พรมแฉะกันบ้างล่ะ โดยเฉพาะรถกลุ่มซิตี้คาร์ ส่วนรถกระบะทั่วไปสามารถผ่านได้ ยกสูง ขับ 4 ยังสบายใจได้อยู่

4.ระดับน้ำ 40 -60 เซนติเมตร ระดับนั้นประมาณ 2 ฟุตนั้น ถือเป็นอันตรายสำหรับรถเก๋ง ทุกรุ่นทุกประเภท ไม่สมควรผ่านอย่างยิ่งหาทางเลี่ยงนับว่าจะเป็นวิธีการที่ดีสุดครับ ในระดับเดียวกันนี้รถปิกอัพทั่วไปนั้น ก็เริ่มมีลุ้นพอสมควร แต่ถ้าเดินเครื่องไปเรื่อยๆ ยังสามารถไปได้ เพียงแค่ต้องระวังเรื่องของคลื่นน้ำ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นอย่างฉับพลัน และอาจจะเข้าเครื่องได้ ระดับน้ำขนาดนี้ต้องปิดระบบปรับอากาศขับเท่านั้น ส่วนรถกระบะยกสูงทั่วไปนั้นสามารถผ่านได้ ไม่มีปัญหา แต่ก็ต้องระวังเรื่องคลื่นเช่นกัน

5.ระดับน้ำ 60-80 เซนติเมตร ระดับน้ำขนาดนี้เป็นเรื่องอันตรายกับรถทุกประเภท ไม่เว้นกระทั่งรถใหญ่ทั้งหลาย เพราะน้ำนั้นอาจจะมีสิทธิไหลเข้ากรองอากาศได้ง่ายกว่า ยิ่งเจอคลื่นนั้นอาจจะสูงถึงระดับ 1 เมตร ที่สามารถทำให้เครื่องยนต์หยุดชะงักและสร้างความเสียหายต่อระบบต่างๆได้ การลุยน้ำท่วมระดับนี้ ต้องใช้ความชำนาญการเป็นพิเศษพอตัว ที่สำคัญ พยายามอย่าปะทะคลื่นโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงเครื่องดับกลางอากาศ และอย่าใช้ความเร็วสูงนัก

6.ระดับน้ำสูงเกินกว่า 80 เซนติเมตร ระดับน้ำที่มากที่สุดที่รถเดิมๆจากโรงงานจะสามารถผ่านได้และก็ไม่ใช่ทุกรุ่น เสียด้วย ตามปกติ ระดับน้ำ 80 ซ.ม. นั้นหมายถึงน้ำขึ้นถึงฝากระโปรง ท่วมไฟหน้ามิดสิ่งสำคัญคือปิดระบบไฟต่างๆ เพื่อป้องกันการลัดวงจรเดินเครื่องอย่างต่อเนื่องอย่าหยุด แต่ถ้าอยากให้ปลอดภัย น้ำระดับนี้ ควรมากับรถลุยที่มีการปรับแต่งยกสูงจากปกติประมาณ 2-4 นิ้ว จะมั่นใจกว่า

ทั้งนี้อย่างที่บอกไปในเบื้องต้นว่าการประเมินระดับน้ำนั้นต้องอาศัยสิ่งที่ ช่วยอ้างอิง และที่สำคัญ ต้องรู้จักรถเราอย่างดี ว่าระดับไหนที่ปลอดภัย อย่าฝืน มิฉะนั้น อาจจะตายกลางทางได้

7 สัญญาณที่ผู้ขับขี่ควรรู้

7 สัญญาณที่ผู้ขับขี่ควรรู้

7 สัญญาณที่ผู้ขับขี่ควรรู้ 
คุณเคยนับหรือไม่ว่ามีคนที่ขับรถแย่ๆ หรือคนหยาบคายกี่คนที่ใช้ถนนร่วมกับคุณ? หรือว่าคนขับคนอื่นจะบอกให้คุณรู้ได้อย่างไรว่ารถคุณมีปัญหา โดยการโบกมือไปมางั้นหรือ? เพื่อให้การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่รถด้วยกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น สมาคมผู้ขับขี่แห่งชาติได้พัฒนาสัญญาณขึ้นมา 7 แบบ เพื่อเป็นการส่งข่าวสสื่อสารระหว่างกัน



1. สัญญาณขอโทษ 
การเบียดคนอื่นออกไปหรือแซงรถคันอื่นในระยะกระชั้นชิดเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ถ้าคุณพลาดไปแล้ว แสดงการขอโทษเล็กๆ ด้วยสัญลักษณ์ "ขอโทษ" ให้ชูนิ้วขึ้นมา 2 นิ้ว เป็นรูปตัว V แล้วยื่นมือออกไป เพื่อเป็นการขอโทษ

2. ขับช้าๆ ข้างหน้าไม่ปลอดภัย 
การที่มีรถจอดขวางอยู่กลางถนนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้ ดังนั้นเพื่อเตือนผู้ร่วมทางที่สวนมาถึงเหตุที่เพิ่งผ่านมา ให้ทำการกระพริบไฟสูง ในการเตือนถึงเหตุด้านหน้าให้กับรถที่ตามมาข้างหลัง ให้แตะเบรค หรือยื่นแขนขวาออกไป (พวงมาลัยขวา) แล้วคว่ำลง และโบกให้ช้าลง

3. ขอแซง 
อยากแสดงตัวเป็นคนที่มรรยาทหรือ? ใช้สัญลักษณ์นี้เพื่อขอทางแซงรถที่ขับช้า เปิดไฟเลี้ยวขวากระพริบ ประมาณ 4-6 ครั้ง แต่ถ้ารถวิ่งช้าไม่เห็นคุณ ให้กระพริบไฟสูง

4. ส่งสัญญาณ เมื่อรถคันอื่นมีปัญหา 
ถ้าสังเกตเห็นว่ารถคันอื่นมีปัญหา ให้ส่งข่าวบอกโดยใช้สัญญาณต่อไปนี้: ชี้นิ้วไปที่จุดที่มีปัญหา แล้วทิ่มหัวแม่มือลง

5. ไฟมีปัญหา (ตรวจสอบสัญญาณไฟ) 
สังเกตเห็นว่า รถคันอื่นเปิดไฟทิ้งเอาไว้ ให้สื่อสารด้วยสัญญาณมือ โดยการขยับนิ้วมือ ให้แตะหัวแม่มือกับปลายนิ้วเข้าหากันและขยับเป็นจังหวะถี่ๆ

6. ต้องการความช่วยเหลือ 
ถ้าหากคุณมีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ ให้ใช้ 2 มือตั้งฉากกันเป็นรูปตัว "T"

7.เข้าใจแล้ว (ข้าพเจ้าเข้าใจ,ขอบคุณ) 
เพื่อเป็นการขอบคุณรถคันอื่นหรือตอบรับการส่งสัญญาณ ให้ใช้สัญญาณ "เข้าใจแล้ว" โดยที่นิยมคือการชูนิ้วหัวแม่มือหรือสัญลักษณ์โอเค

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วาเลนไทม์





เมื่อพูดถึงเทศกาลแห่งความรักอย่าง "วาเลนไทน์" หลาย ๆ คนต่างก็นึกถึงภาพถนนหนทางที่เต็มไปด้วยคู่รัก จูงมือกันกระหนุงกระหนิง มอบรอยยิ้มหวาน ๆ ให้กันและกันอย่างแน่นอน ซึ่งนอกจากรอยยิ้มและความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กันในวันพิเศษแล้ว ของขวัญวันวาเลนไทน์ ก็นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความประทับใจให้แก่คู่รักของเพื่อน ๆ ได้ แต่ถ้าใครที่ยังคิดไม่ออกว่าจะเตรียมอะไรเพื่อจะเซอร์ไพรส์คนรักนั้น วันนี้ทางทีมงานกระปุกมีตัวอย่าง ของขวัญวันวาเลนไทน์ มาแนะนำกันค่ะ

ของขวัญวาเลนไทน์


ของขวัญวาเลนไทน์


ดอกไม้จากใจ

ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน หรือว่าประเทศใด ดอกไม้นั้นนับว่าเป็นสื่อรักแทนใจที่คลาคสิคที่สุด ไม่เพียงแค่เป็นตัวแทนแห่งความรักสำหรับหนุ่มสาวเท่านั้น แต่ดอกไม้ยังสามารถสื่อความรักได้หลากหลายรูปแบบเลยทีเดียว ซึ่งดอกไม้ต่าง ๆ ก็จะมีความหมายแตกต่างกันไป

กุหลาบสีแดง : เป็นดอกกุหลาบที่แทนความหมายว่า "ฉันรักเธอ" ถ้ามอบดอกกุหลาบสีแดงให้แก่คู้รักนั้นหมายความว่าคุณจริงจัง และอยากใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกับเค้า

กุหลาบสีขาว : เป็นดอกไม้ที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ ในความรักที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

กุหลาบสีชมพู : เป็นตัวแทนของความโรแมนติกที่สุด แสดงถึงความรักที่กำลังจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

กุหลาบสีเหลือง : ซึ่งสีเหลืองแสดงถึงความสดใส ส่วนมากจะนำไปเยี่ยมผู้ป่วย หรือมอบแทนความรู้สึกดี ๆ ให้แก่เพื่อน

ดอกทิวลิปสีแดง : เป็นการแสดงออกถึงความรักอย่างเปิดเผย

ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู :ใช้แทนความหมายว่า "ถึงอย่างไรผมก็ยังรักคุณ" หรือ "คุณยังอยู่ในหัวใจฉันเสมอ"

ดอกลิลลี่สีขาว : แสดงถึงความรักที่บริสุทธิ์ เฉกเช่นเดียวกับกุหลาบขาว นอกจากนั้นยังแสดงบถึงความรักที่อ่อนหวานและจริงใจ หรืออาจจะแทนความหมายว่า "ฉันรู้สึกดี ๆ ที่ได้รู้จักและอยู่ใกล้คุณ"

ดอกฟอร์เก็ตมีน๊อต: มีความหมายลึกซึ้งว่า รักแท้ หรืออาจะสื่อความหมายว่า ได้โปรดอย่าลืมฉัน และอย่าลืมความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีให้กัน


ของขวัญวาเลนไทน์

ช็อกโกแลตแทนใจ

การให้ช็อกโกแลตแก่คนรักในวันสำคัญอย่างวันวาเลนไทน์นั้น ถือว่าเป็นการมอบความรู้สึกที่ดีทั้งหมดของทั้งผู้ให้และผู้รับ อีกทั้งช็อกโกแลตยังมีหลากหลายรูปแบบและรสชาติให้เราได้เลือกด้วย และยิ่งถ้าเป็นช็อกโกแลตทำเองนั้นจะพิเศษที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นช็อกโกแลตที่มีชิ้นเดียวในโลกแล้ว ยังเป็นการบ่งบอกถึงความใส่ใจที่เรามีให้กับคนรักเป็นพิเศษอีกด้วยละ

ของขวัญวาเลนไทน์



เครื่องประดับ

เครื่องประดับก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นิยมให้กันในวันวาเลนไทน์อย่างมาก โดยเฉพาะหนุ่ม ๆ ที่รักจริงหวังแต่ง เพราะเครื่องประดับแสนหวานแต่ละอย่างที่สาว ๆ ชอบ ไม่ว่าจะเป็น สร้อย แหวน ต่างหูนั้น หนุ่ม ๆ คงต้องทุ่มทุนสร้างกันพอตัว ซึ่งถ้าหนุ่ม ๆ คนไหนมอบเครื่องประดับให้กับคนรักในวันวาเลนไทน์นั้น รับรองว่าจะได้รอยยิ้มระยิบระยับที่เหมือนจิวเวอรี่ของสาว ๆ อย่างแน่นอน ยิ่งถ้าบนเครื่องประดับมีอักษรเป็นชื่อของหญิงสาว หรือ คำว่า LOVE นั้น ได้ใจสาว ๆ ไปทั้งดวงชัวร์! (และคงไม่มีสาว ๆ คนไหนปฏิเสธเครื่องประดับเหล่านี้แน่ ๆ ใช่ไหมเอ่ย )

ของขวัญวาเลนไทน์


การ์ดแห่งรัก

การ์ดนี้นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เลยในเทศกาลความรัก เพราะนอกจากสามารถเขียนแทนความในใจแล้ว ทุกตัวอักษรที่เราถ่ายทอดลงบนกระดาษแผ่นนี้ จะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความรัก และความจริงใจยิ่งกว่าของขวัญราคาแพงซะอีก
ของขวัญวาเลนไทน์

ตุ๊กตาสื่อรัก

ตุ๊กตาเป็นสิ่งที่มอบให้กันได้ทุกเทศกาลอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นเทศกาลวาเลนไทน์ขอแนะนำให้เลือกเป็นตุ๊กตาคู่ หรือตุ๊กตาที่มีสัญลักษณ์ของกันและกัน อาจจะเป็นวันที่เราคบกันวันแรก ชื่อของคนรัก หรือสถานที่ ๆ บอกรักกันก็ได้ ซึ่งตุ๊กตานั้นเปรียบเสมือนตัวแทนของเรา เพราะยามที่คนรักนั้นมองตุ๊กตาก็อดคิดถึงเราไม่ได้
ของขวัญวาเลนไทน์

ของทำมือ(แฮนเมด)

สิ่งของที่แสดงความรักนั้นไม่จำเป็นต้องมีค่าหรือราคาแพงมากนัก เพียงแค่เราประดิษฐ์สิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการ์ด ตุ๊กตาตัวน้อย ๆ ใส่พวงกุญแจ สิ่งเล็กน้อยเพียงเท่านี้ก็สามารถแสดงออกถึงความรักความจริงใจของคุณที่มีให้กับคนรักได้แล้ว แถมยังเป็นชิ้นเดียวในโลกด้วยนะ
ของขวัญวาเลนไทน์


ดินเนอร์สุดหวาน

และที่ขาดไม่ได้เลยในวันแห่งความรัก นั้นก็คือดินเนอร์สุดพิเศษที่สามารถสร้างบรรยากาศแสนหวานในวันวาเลนไทน์นี้ให้โรแมนติกยิ่งกว่าเดิม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสถานที่แบบใด ร้านอาหาร บ้าน ริมทะเล หรือสวนสาธารณะ ก็ไม่สำคัญ เพราะเพียงเรามีคนรักอยู่ข้าง ๆ ที่ไหนก็มีความสุขได้จริงไหมละคะ


และไม่ว่าของขวัญที่เพื่อน ๆ เตรียมให้กับคนรักนั้นจะเป็นอะไร คงไม่มีค่าเท่ากับความรักความจริงใจทั้งหมดที่มีให้กับคนรักแน่นอน ทั้งนี้ ทีมงานกระปุกดอทคอมก็ขออวยพรให้คนที่มีความรักที่ทุกคนนั้นมีความสุขมาก ๆ และรักกันนาน ๆ นะคะ อ่ะ..แล้วอย่าลืมกระซิบที่ข้างหูคนรักว่า "รัก" ล่ะ